โบท็อกซ์ เมโส ฟิลเลอร์

botox, filler, mesofat, meso bright, rejuran, prp
ฟื้นฟูล้ำลึกให้ผิวอิ่ม ฉ่ำ อ่อนวัย อย่างเป็นธรรมชาติด้วย Sculptra
โบท็อกซ์ เมโส ฟิลเลอร์
ฟื้นฟูล้ำลึกให้ผิวอิ่ม ฉ่ำ อ่อนวัย อย่างเป็นธรรมชาติด้วย Sculptra
ริ้วรอย ความหย่อนคล้อยและผิวที่แห้งดูสุขภาพไม่ดี เป็นปัญหาพร้อมกับอายุที่มากขึ้นเสมอ ซึ่งนั่นก็เป็นเพราะยิ่งเราอายุมากขึ้น ความสามารถในการผลิตคอลลาเจนของร่างกายก็ยิ่งลดน้อยลง ทำให้หน้าดูเหี่ยว หมอง

ริ้วรอย ความหย่อนคล้อยและผิวที่แห้งดูสุขภาพไม่ดี เป็นปัญหาพร้อมกับอายุที่มากขึ้นเสมอ ซึ่งนั่นก็เป็นเพราะยิ่งเราอายุมากขึ้น ความสามารถในการผลิตคอลลาเจนของร่างกายก็ยิ่งลดน้อยลง ทำให้หน้าดูเหี่ยว หมอง แต่ปัจจุบันเรามี Sculptra สารกระตุ้นคอลลาเจนตัวเดียวที่ได้รับการยอมรับจาก US FDA ที่จะช่วยคืนความอ่อนวัยและชุบชีวิตให้ผิวหน้ากลับมาเปล่งปลั่งอย่างเป็นธรรมชาติ

ในบทความนี้ หมอผึ้งก็ได้สรุปรวมสิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับ Sculptra ทั้งวิธีการทำงาน วิธีดูแลตัวเอง และเปรียบเทียบ Sculptra กับทรีตเมนต์ตัวอื่น ๆ มาให้เราได้อ่านกันก่อนตัดสินใจ

Sculptra คืออะไร

Sculptra คือสาร Poly-l-lactic acid (PLLA) ซึ่งเป็นกลุ่ม Collagen stimulator สารกลุ่มนี้จะทำงานด้วยกลไกธรรมชาติของร่างกายเพื่อกระตุ้นให้เซลล์ผลิตคอลลาเจนออกมามากขึ้น ซึ่งตัว PLLA เป็นสารประกอบประเภทเดียวกับที่ตัวไหมละลาย (Suture thread) ที่ใช้เย็บแผลหลังผ่าตัด

และ Sculptra ยังเป็นสารฉีดกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนเพียงหนึ่งเดียวที่ได้รับการรับรองโดย US FDA ว่าปลอดภัยและสามารถใช้เพื่อจุดประสงค์ของความงามได้

คอลลาเจน สำคัญต่อผิวหน้าอย่างไร

คอลลาเจน เป็นเหมือนคำวิเศษที่คลินิกความงามและผู้ผลิตสกินแคร์ใช้เพื่อโฆษณาขายครีมหรือทรีตเมนต์ให้กับเรา แต่คอลลาเจนมันคืออะไรกันแน่?

คอลลาเจนเป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่พบในเกือบทุกส่วนของร่างกายมนุษย์ มีความสำคัญในการเพิ่มความแข็งแรง ความยืดหยุ่น และความชุ่มชื้นให้กับเนื้อเยื่อและอวัยวะต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ผิวหนัง หลอดเลือด เส้นเอ็น ข้อต่อ กระดูก หรือดวงตา ซึ่งคอลลาเจนมีถึง 28 ประเภท แต่เราจะโฟกัสที่ คอลลาเจน type 1 (Type I Collagen) ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของผิว และเป็นประเภทที่พบได้มากที่สุดในร่างกายของเรา

คอลลาเจนในชั้นผิวของเราจะทำงานคู่กับไฮยาลูรอนิก แอซิด และอีลาสติน โดยหน้าที่ของคอลลาเจนก็มีอยู่มากมาย:

  • เพิ่มความยืดหยุ่นให้ผิว ทำให้ผิวกระชับ ไม่หย่อนและไม่เกิดริ้วรอย
  • เก็บความความชุ่มชื้นให้กับเซลล์ ทำให้เซลล์ไม่ขาดน้ำและทำงานได้เต็มที่
  • เป็นองค์ประกอบสำคัญในกระบวนการสมานแผล เมื่อร่างกายมีแผล ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ คอลลาเจนจะเป็นตัวที่เข้ามาซ่อมแซมเนื้อเยื้อที่ถูกทำลาย
  • ช่วยให้ผิวมีสัมผัสที่อ่อนโยน ไม่หยาบกร้าน

อย่างที่ทุกคนรู้กันว่า เมื่ออายุเริ่มมากขึ้น ผิวของเราก็เปลี่ยนไป เริ่มมีริ้วรอย หมองคล้ำง่าย แห้งง่ายและไม่เต่งตึงเหมือนเดิม ซึ่งนั่นก็เป็นเพราะว่าความสามารถในการผลิตคอลลาเจนในร่างกายของลดลง โดยช่วงอายุ 20-30 ปี เราจะสูญเสียคอลลาเจนไปอย่างน้อย ปีละ 1-2% เมื่อเข้าอายุ 40 ก็จะเริ่มเห็นได้ชัดเจนว่าผิวหน้าของเราหย่อนคล้อย มีริ้วรอย ร่องลึก และหมองคล้ำ ไม่สดใส

Sculptra ทำงานอย่างไร

Sculptra จะถูกฉีดเข้าผิวชั้นsubcutaneous(ใต้หนังแท้) และจะเข้าไปกระตุ้นการอักเสบของเซลล์แบบเบา ๆ เมื่อร่างกายรับรู้ว่าเกิดการอักเสบ ก็จะเข้าสู่กระบวนการซ่อมแซมสมานแผล โดย Sculptra สามารถเพิ่มการผลิตคอลลาเจนได้ถึง 66.5% หลังจากฉีดกระตุ้นเพียง 3 เดือน ด้วยกลไกนี้ เซลล์ของเราก็เหมือนได้รับการฟื้นฟูตั้งแต่ระดับโครงสร้าง ต่างจากการฉีด ฟิลเลอร์ซึ่งเป็นเน้นการเติมปริมาตร หรือการฉีดเมโสหน้าใสที่เป็นการป้อนอาหารให้ผิว

คอลลาเจนที่มากขึ้นตรงนี้จะมาแก้ปัญหาในเรื่องของริ้วรอย ผิวไม่กระชับ หย่อนคล้อย ไปจนถึงปัญหาผิวหมองคล้ำไม่สดใสที่เกิดจากการขาดความชุ่มชื้นนั่นเอง

Sculptra เหมาะกับใครบ้าง

  • คนที่มีปัญหาริ้วรอย ร่องแก้ม ร่องน้ำหมาก
  • คนที่ต้องการการฟื้นฟูผิวอย่างล้ำลึกและเป็นธรรชาติ
  • คนที่ต้องการผิวที่อิ่มฟู เต่งตึง และชุ่มชื้น
  • คนที่ไม่ค่อยมีเวลาในการดูแลผิวหน้าและต้องการผลลัพธ์ที่คงอยู่ได้นานโดยไม่ต้องเข้าคลิกนิกบ่อย ๆ

Sculptra ต้องฉีดกี่ครั้ง ผลลัพธ์อยู่ได้นานแค่ไหน

โดยทั่วไปแล้ว ผู้ใช้ Sculptra ครั้งแรกควรฉีดอย่างน้อย 3 ครั้ง โดยฉีดติดต่อกันทุก 4-6 สัปดาห์ หลังฉีดแล้ว ร่างกายจะใช้เวลาประมาณ 2-3 สัปดาห์ในการเริ่มผลิตคอลลาเจนให้มากขึ้น จากนั้นก็จะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลง โดยผิวจะเริ่มมีความอิ่มน้ำ กระชับ ริ้วรอยดูจางลง และเต่งตึงขึ้นทีละนิดอย่างเป็นธรรมชาติ

เมื่อฉีดครบคอร์สแล้ว ผลลัพธ์จะอยู่ได้นานถึง 2 ปี และต้องการการฉีดกระตุ้นเพียงปีละ 1 ครั้งก็เพียงพอที่จะคงความอ่อนวัย ชุ่มฉ่ำตรงนี้ได้แล้ว

แต่หมอผึ้งขอย้ำสักนิดค่ะว่า จำนวนครั้งและปริมาณของการฉีด Sculptra จะขึ้นอยู่กับการพิจารณาของแพทย์ผู้ดูแล ฉะนั้นการเลือกคลินิกที่เชื่อถือได้และได้มาตฐานปลอดภัยก็เป็นเรื่องที่สำคัญมาก ๆ ด้วย

ฉีด Sculptra อันตรายไหม

Sculptra ได้รับการรับรองโดย US FDA ว่าปลอดภัยในการใช้เพื่อความงาม และยังเป็นสารที่ใช้กันในวงการการแพทย์มาตั้งแต่ปี 1970 มี “ความเข้ากันได้ทางชีวะภาพต่อร่างกายมนุษย์” หรือ Biocompatiblility ทำให้มั่นใจได้ว่า เมื่อฉีด Sculptra แล้ว จะไม่เกิดผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย ไม่รบกวนการทำงานของเซลล์และย่อยสลายได้เองโดยไม่ทิ้งสารตกค้าง

Sculptra ถือเป็นหัตถการที่ทำได้ง่ายและปลอดภัย โดยทั่วไปแล้ว ผลข้างเคียงที่พบได้หลังฉีด Sculptra ก็จะเป็น อาการบวม แดงหรือช้ำจากเข็ม ที่มักจะหายไปเองภายใน 1-2 สัปดาห์แรก ในบางราย อาจคลำพบก้อนเล็ก ๆ ใต้ผิวหนังในช่วงแรก แนะนำให้นวดบริเวณที่ฉีดตามคำแนะนำของแพทย์ ก้อนดังกล่าว จะค่อย ๆ หายไปได้เอง

หลังฉีด Sculptra แล้ว ควรดูแลตัวเองอย่างไร

  • งดทำกิจกรรมขับเหงื่ออย่าง การอบซาวน่า และการออกกำลังกายในช่วง 1-2 วันแรก
  • งดกิจกรรมออกแดด จนกว่าอาการบวมเข็มจะหาย
  • งดทำทรีตเมนต์อื่น ๆ บนใบหน้าเป็นเวลาอย่างน้อย 2 สัปดาห์
  • นวดหน้าด้วยหลัก 5:5:5

วิธีนวด 5:5:5 คือการนวดเพื่อลดการจับตัวของสาร PLLA และเพื่อกระตุ้นให้ผิวดูดซับตัว PLLA โดยนวดบริเวณใบหน้าอย่างเบามือ 5 ครั้งต่อวัน ครั้งละ 5 นาที เป็นเวลาต่อกัน 5 วันหลัง ด้วยวิธีดังนี้:

  • นวดจากหน้าผากออกไปทางขมับทั้งสองข้างโดยใช้ปลายนิ้ว
  • นวดจากบริเวณแก้มขึ้นไปยังโหนกแก้มโดยใช้อุ้งมือ
  • นวดจากคางไล่ขึ้นไปตามแนวกราม โดยใช้อุ้งมือ

เปรียบเทียบ Sculptra กับทรีตเมนต์อื่น ๆ

Sculptra กับ ฟิลเลอร์

อย่างที่รู้กันว่าฟิลเลอร์เป็นสารไฮยาลูรอนิก แอซิดที่ฉีดเพื่อเติมให้หน้าฟู อิ่มน้ำและแน่นกระชับ ซึ่งการทำงานของฟิลเลอร์นั้นต่างกับ Sculptra โดยสิ้นเชิง เพราะ Sculptra เป็นสาร PLLA ซึ่งเป็น Collagen stimulator หรือก็คือสารที่กระตุ้นการผลิตคอลลาเจนโดยตรง ในขณะที่ฟิลเลอร์เป็นสารเติมเต็มปริมาตรของผิว หลังฉีดฟิลเลอร์แล้วเราก็จะเห็นการเปลี่ยนแปลงได้เลยในเวลา 1-2 วัน และผลลัพธ์อยู่ได้ตั้งแต่ 6-12 เดือนขึ้นอยู่กับรุ่นและยี่ห้อ แต่ Sculptra จะมีการทำงานที่ค่อยเป็นค่อยไปมากกว่า โดยจะใช้เวลาประมาณ 2-3 สัปดาห์ ก่อนที่จะเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลง แต่ผลลัพธ์ก็จะอยู่ได้นานกว่าฟิลเลอร์

ผลลัพธ์ของสองหัตถการนี้ก็ไม่เหมือนกันเสียทีเดียว ฟิลเลอร์จะเหมาะกับคนที่ต้องการเติมแก้ม ปรับโหงวเฮ้ง เติมร่องน้ำหมาก-ร่องแก้ม เติมคาง เติมหน้าผาก หรืออยากให้หน้าอิ่มน้ำในเวลาสั้น ๆ แต่ Sculptra จะเหมาะกับคนที่ต้องการคืนความอ่อนวัยและบำรุงในระยะยาวมากกว่า

Sculptra กับ เมโส

เมโสหน้าใส อธิบายแบบสั้น ๆ ก็คือการฉีดป้อนสารอาหารให้ผิว สารที่นำมาฉีดจะเป็นค็อกเทลที่ประกอบด้วยวิตามิน เอนไซม์ และสารสกัดจากพืช ที่จะช่วยให้ผิวได้รับฟื้นฟู ปรับโทนสีผิวให้เสมอกัน กระชับรูขุมขนและทำให้หน้ากระจ่างใส สดชื่น ซึ่งทำงานต่างกับ Sculptra ที่เป็นสารกระตุ้นคอลลาเจนโดยสิ้นเชิง

แต่หมอผึ้งขอย้ำว่า เราไม่สามารถเปรียบเทียบได้ว่า Sculptra ดีกว่าเมโสหรือ เมโสดีกว่า เพราะทรีตเมนต์ที่ดีที่สุดคือทรีตเมนต์ที่สามารถให้ผลลัพธ์ที่เราต้องการได้ หากเราต้องการให้ผิวได้รับการรีเฟรชแบบรวดเร็วและล้ำลึก เมโสก็จะเป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์มากกว่า

Sculptra กับ Rejuran

รีจูรันเป็นอีกหนึ่งทรีตเมนต์ที่กำลังมาแรงในตอนนี้ ด้วยเทรนด์ผิวกระจก-ผิวฉ่ำน้ำที่กำลังได้รับความนิยม ซึ่งตัวรีจูรันจะเป็นสารโพลีนิวคลีโอไทด์หรือเรียกว่าเป็นชิ้นส่วนดีเอ็นเอที่สกัดมาจากปลาแซลมอน รีจูรันสามารถกระตุ้นการผลิตคอลลาเจนได้เช่นกัน แต่จะมีวิธีการทำงานที่ต่างกับ Sculptra

จุดประสงค์ของรีจูรันก็แตกต่างจาก Sculptra เช่นกัน เช่น รีจูรันช่วยสามารถเรื่องการสร้างเกราะป้องกันให้ผิวที่ปกป้องผิวจากปัจจัยอย่าง มลภาวะหรือแสงแดด และยังมีรีจูรัน เอส (Rejuran S) ที่ถูกพัฒนามาสำหรับคนที่มีปัญหาเรื่องหลุมสิวและรอยแผลเป็นจากสิวโดยเฉพาะ

แต่หนึ่งอย่างที่หมอผึ้งคิดว่า Sculptra ได้เปรียบรีจูรันก็คือ Rejuran ต้องฉีดซ้ำทุก 1-2 เดือนเพื่อคงสภาพผิว ในขณะที่ Sculptra ต้องการการฉีดกระตุ้นเพียงแค่ปีละครั้งหลังจากทรีทเม้นต์คอร์สแรก ตรงนี้หมอผึ้งเลยคิดว่า Sculptra อาจจะถูกใจคนที่มีชีวิตเร่งรีบ และไม่ค่อยมีเวลาดูแลตัวเองมากกว่ารีจูรัน

Skin & wellness ที่ EY Clinic

ได้รู้จัก Sculptra กันไปแล้ว หากใครยังมีข้อสงสัยหรืออยากจะเริ่มดูแลตัวเองแต่ไม่รู้จะเริ่มอย่างไร เข้ามาปรึกษาเราได้ที่ EY Clinic นอกจากหมอผึ้งแล้วก็ยังมีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและความงามอีกหลายท่านที่พร้อมจะดูแลให้คุณได้ผลลัพธ์แบบที่คุณต้องการ

ฟื้นฟูล้ำลึกให้ผิวอิ่ม ฉ่ำ อ่อนวัย อย่างเป็นธรรมชาติด้วย Sculptra
Dr. Patnapa Vejanurug
Jan 11, 2024
ฉีดแฟตแล้ว หน้าบวมมากจนน่ากังวล มีวิธีแก้อย่างไร
โบท็อกซ์ เมโส ฟิลเลอร์
ฉีดแฟตแล้ว หน้าบวมมากจนน่ากังวล มีวิธีแก้อย่างไร
การฉีดแฟต หรือเมโสแฟต เป็นการฉีดสลายไขมันเฉพาะจุดที่กำลังเป็นที่นิยมในปัจจุบัน แต่จะทำอย่างไรถ้าฉีดแฟตแล้วหน้าบวมมากจนน่าตกใจ ในบทความนี้ หมอผึ้งจะมาเล่าถึงสาเหตุของการฉีดแฟตแล้วหน้าบวมมาก ลักษณะอาการบวมที่อันตราย และแนะนำวิธีลดหน้าบวมสำหรับคนที่กำลังอยากฉีดแฟตค่ะ

ฉีดแฟตแล้ว หน้าบวมมากจนน่ากังวล มีวิธีแก้อย่างไร 

การฉีดแฟต หรือเมโสแฟต เป็นการฉีดสลายไขมันเฉพาะจุดที่กำลังเป็นที่นิยมในปัจจุบัน แต่จะทำอย่างไรถ้าฉีดแฟตแล้วหน้าบวมมากจนน่าตกใจ ในบทความนี้ หมอผึ้งจะมาเล่าถึงสาเหตุของการฉีดแฟตแล้วหน้าบวมมาก ลักษณะอาการบวมที่อันตราย และแนะนำวิธีลดหน้าบวมสำหรับคนที่กำลังอยากฉีดแฟตค่ะ

ฉีดแฟตแล้วหน้าบวมมาก เกิดจากอะไร

หมอแนะนำอย่างนี้ว่า การฉีดแฟตแล้วหน้าบวมเป็นเรื่องปกติ อาการหน้าบวมเป็นผลข้างเคียงที่พบได้บ่อยที่สุดของการฉีดสลายไขมันด้วยเมโสแฟต อาการบวมนี้เกิดจากปฏิกิริยาระหว่างเมโสกับไขมัน

หมอผึ้งของยกตัวอย่างสารสกัดหรือตัวยาใน Meso สูตร Lipox ซึ่งเป็นตัวที่ EY Clinic มีให้บริการมาให้ศึกษากันคร่าว ๆ นะคะ

  • Carnitine: โปรตีนที่พบในเนื้อสัตว์ มีหน้าที่ช่วยในการเปลี่ยนไขมันให้เป็นพลังงานและขับถ่ายของเสียออกจากร่างกาย
  • Theophylline: สารสกัดจากใบชาและเมล็ดโกโก้ ช่วยกระตุ้นร่างกายในการเผาผลาญไขมัน
  • Taurine: พบได้ในเนื้อสัตว์และปลา ช่วยป้องกันการรวมตัวของโมเลกุลไขมัน
  • Tyrosine: โปรตีนที่พบได้ในถั่วเหลือง ฟักทองและอโวคาโด ช่วยในการเผาผลาญไขมัน
  • Artichoke extract หรือ สารสกัดจากอาร์ติโชค: ลดอัตราการสร้างกรดไขมัน
  • Phosphatidylcholine: กระตุ้นการแตกตัวของไขมันส่วนเกิน

โดยสารเหล่านี้จะเข้าไปทำให้เซลล์ไขมันสลายเป็นโมเลกุลเล็ก ๆ และทำให้บริเวณนั้นเกิดการอักเสบและบวมนั่นเองค่ะ

ทั้งนี้ทั้งนั้น หน้าของเราจะบวมมากหรือบวมน้อยย่อมขึ้นอยู่กับร่างกายของเราและยี่ห้อเมโสแฟตที่เราฉีดด้วย บางคนอาจจะฉีดแล้วหน้าบวมเพียงเล็กน้อยเป็นเวลาไม่กี่ชั่วโมง ในขณะที่บางคนอาจจะหน้าบวมอย่างชัดเจนถึง 3 วัน ก่อนอาการจะเริ่มบรรเทาลงค่ะ

@eyclinic

หมดปัญหาเรื่องเหนียง ไม่ต้องออกกำลังกายก็ลดเหนียงได้ง่ายๆ 💖 reviewลูกค้าฉีดเมโสเเฟตเพียง 2 ครั้ง หน้าเรียว เหนียงหาย มีความมั่นใจมากขึ้น #เหนียง #เมโสแฟต #ลดไขมั #ลดไขมันแก้มเหนียง #รีวิวบิวตี้ #รีวิวคลินิก #eyclinicth #fyp #tiktokuni

♬ โลมาไม่ใช่ปลา speed up - 🎧

ฉีดแฟตแล้วหน้าบวมกี่วัน อาการแบบไหน ควรไปหาหมอ

โดยปกติแล้วหน้าของเราจะบวมที่สุดในช่วง 1 ชั่วโมงแรกหลังฉีดแฟต และจะเริ่มยุบลงไปเองภายใน 1-3 วันค่ะ ซึ่งหากอาการบวมเริ่มมีความรุนแรงมากขึ้น และไม่มีท่าทีว่าจะบรรเทาลง หรือมีอาการร่วมอย่าง อาการปวดระบม หรือเกิดเป็นผื่นคัน แดงและระคายเคือง หมอผึ้งแนะนำว่าควรรีบปรึกษาแพทย์โดยทันทีค่ะ เพราะอาการปวดระบมอาจจะเป็นผลมาจากเมโสปลอม และอาการผื่นแดงอาจจะเกิดจากการติดเชื้อซึ่งมาจากการทำหัตถการในพื้นที่ที่ไม่สะอาดได้ค่ะ

ฉีดแฟตแล้วหน้าบวม แข็งเป็นไต อันตรายไหม

อาการหน้าบวมเป็นก้อนแข็ง ๆ หลังฉีดแฟตมักเกิดขึ้นในกรณีที่คุณหมอที่ฉีดไม่มีประสบการณ์หรือความเชี่ยวชาญพอ อาจจะฉีดเข้าชั้นผิวผิดชั้นหรือฉีดในปริมาณที่มากเกินไปทำให้ตัวเมโสไม่สามารถกระจายตัวได้ดีเท่าที่ควรค่ะ ในกรณีนี้เราสามารถนวดคลึงบริเวณที่ฉีดเพื่อช่วยให้ตัวยากระจายตัวได้ อย่างไรก็ตาม แต่หากอาการบวมยังไม่มีท่าทีว่าจะดึขึ้นภายใน 1-3 วัน ก็ควรปรึกษาแพทย์ทันทีค่ะ

อย่างไรก็ตาม ก่อนฉีดเมโสแฟต เราจะควรศึกษาหาข้อมูลของคลินิกให้ดี อ่านรีวิวจากผู้ใช้บริการ และตรวจสอบว่าคลิกนิกนั้นปลอดภัย ไม่ใช้ยาปลอม และมีแพทย์ประจำคลินิกที่พร้อมดูแลเรานะคะ ที่ EY Clinic หมอผึ้งจะใช้ตัวยาเมโสอย่างเต็มปริมาตรในทุกทรีตเมนต์ ไม่มีการเจือจางหรือผสมตัวยาอื่น และยังมีทีมหมอผู้เชี่ยวชาญถึง 4 ท่าน ที่พร้อมจะดูแลคุณค่ะ

วิธีลดอาการหน้าบวมหลังฉีดเมโสแฟต

  • หลีกเลี่ยงกิจกรรมออกแดดและกิจกรรมที่อยู่ในที่ร้อน เช่น การอบซาวน่า หรือการทานอาหารปิ้งย่างหน้าเตาร้อน ๆ เพราะความร้อนมีส่วนทำให้อาการบวมแย่ลง
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ โดยเฉพาะ 1-2 ชั่วโมงแรกหลังฉีด
  • หากมีอาการบวมมาก สามารถรับประทานยาลดบวมได้ตามคำแนะนำของแพทย์ หรือใช้วิธีประคบเย็นเพื่อบรรเทาอาการ
  • หลีกเลี่ยงการทาสกินแคร์และการแต่งหน้าอย่างน้อย 24 ชั่วโมง
  • หลีกเลี่ยงการกด นวด หรือแกะบริเวณที่ฉีดแฟต
  • หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์และการสูบบุหรี่เป็นเวลาอย่างน้อย 48 ชั่วโมงหลังฉีด

ฉีดเมโสแฟตอย่างปลอดภัยที่ EY Clinic 

ที่ EY Clinic มีบริการเมโสแฟตอยู่ 2 สูตรที่เหมาะสำหรับการฉีดลดไขมันบริเวณแก้มและเหนียงค่ะ 

  1. สูตร Lipox ยกกระชับแก้มและเหนียงได้ดี ไม่ทำให้เกิดอาการบวบหรือแสบคัน
  • เริ่มต้นที่ 10cc ราคา 2,799 บาท
  • 20cc ราคา 4,999 บาท 
  • 30cc ราคา 6,999 บาท 
  1. สูตร Mesofat Premium ตัวยาเกรดพรีเมียม และออกฤทธิ์เร็ว เห็นผลไว ช่วยให้หน้าเรียวกระชับ 
  • เริ่มต้นที่ขวดละ 10cc ราคา 5,599 บาท
  • 20cc ราคา 9,999 บาท 
  • 30cc ราคา 14,299 บาท

และเรามีทีมแพทย์เฉพาะทางด้านผิวหนังและเวชศาสตร์ฟื้นฟูที่มีประสบการณ์รวมกันกว่า 30 ปีจากสถาบันชั้นนำของประเทศ ที่พร้อมให้คำแนะนำว่าคุณควรฉีดเมโสแฟตในจุดไหน อย่างไร เพื่อให้คุณได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดโดยไม่มีการยัดเยียดขายคอร์สค่ะ ที่สำคัญทุกการรักษาของเรายังถูกดำเนินการโดยคุณหมอ มีการให้คำปรึกษาทั้งก่อนและหลังฉีด ใช้ตัวยาแบบเต็มปริมาตร ไม่เจือจางและไม่ผสมอย่างอื่นอย่างแน่นอน สามารถขอดูขวดหรือกล่องยาก่อนฉีดได้ทุกเคสค่ะ

รีวิวจากผู้ใช้บริการจริง

ฉีดแฟตแล้ว หน้าบวมมากจนน่ากังวล มีวิธีแก้อย่างไร
Dr. Patnapa Vejanurug
Dec 25, 2023
รู้ไว้ก่อนตัดสินใจ หลังฉีดเมโสหน้าใส ห้ามทำอะไรบ้าง
โบท็อกซ์ เมโส ฟิลเลอร์
รู้ไว้ก่อนตัดสินใจ หลังฉีดเมโสหน้าใส ห้ามทำอะไรบ้าง
เมโสเป็นหัตถการที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาค่ะ คนที่กำลังตัดสินใจอยู่ว่าเราจะเริ่มฉีดเมโสดีไหม หมอผึ้งเลยได้สรุปข้อควรรู้ในการฉีดเมโส เมโสคืออะไร วิธีการดูแลตัวเองเป็นอย่างไร อาการข้างเคียงเป็นแบบไหน มาดูกันว่าหลังฉีดเมโสมีข้อห้ามทำอะไรบ้างในบทความนี้เลยค่ะ

รู้ไว้ก่อนตัดสินใจ หลังฉีดเมโสหน้าใส ห้ามทำอะไรบ้าง

เมโสเป็นหัตถการที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาค่ะ คนที่กำลังตัดสินใจอยู่ว่าเราจะเริ่มฉีดเมโสดีไหม หมอผึ้งเลยได้สรุปข้อควรรู้ในการฉีดเมโส เมโสคืออะไร วิธีการดูแลตัวเองเป็นอย่างไร อาการข้างเคียงเป็นแบบไหน  มาดูกันว่าหลังฉีดเมโสมีข้อห้ามทำอะไรบ้างในบทความนี้เลยค่ะ

เมโสหน้าใส คืออะไร

เมโสหน้าใส คือทรีตเมนต์การฉีดวิตามิน เอนไซม์ สารอาหารต่าง ๆ เข้าสู่ชั้นผิว หรือเรียกว่าเป็นการป้อนอาหารให้เซลล์ด้วยการฉีดสารเหล่านี้เข้าไปยังผิวชั้นกลาง (Dermis) ของเราค่ะ เมโสหน้าใสของแต่ละคลินิกจะมีองค์ประกอบที่ต่างกันออกไป และมีหลายยี่ห้อให้เลือก ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วจะประกอบไปด้วย วิตามินเอ วิตามินซี วิตามินอี คอลลาเจน ไฮยาลูรอนิก แอซิดและสารสกัดจากพืช โดยทั่วไปแล้ว เมโสหน้าใสจะเข้าไปช่วยกระตุ้นเซลล์ผิวให้สร้างคอลลาเจน ฟื้นฟูเซลล์ผิวให้แข็งแรง และสร้างภูมิคุ้นกันให้ผิวเพื่อลดการเกิดสิว อีกทั้งยังช่วยปรับสมดุลให้ผิวทำให้ผิวมันน้อยลงค่ะ

หลังจากฉีดเมโสแล้ว ใบหน้าของเราอาจจะมีอาการบวมแดง ระคายเคืองหรือคันบ้างเล็กค่ะ ซึ่งอาการเหล่านี้ก็เป็นอาการข้างเคียงปกติของทรีตเมนต์ที่มีการใช้เข็มและจะหายไปเองภายใน 1-2 วัน ไม่มีอะไรต้องกังวลค่ะ แต่หากเวลาผ่านไปแล้ว อาการบวมแดงมีมากขึ้น หรือไม่มีบรรเทาลง ก็ควรปรึกษาแพทย์ทันทีค่ะ

เรามาดูกันค่ะ ว่าหลังเมโสหน้าใสแล้ว ห้ามทำอะไรและควรดูแลตัวเองอย่างไร

หลังฉีดเมโสหน้าใส ห้ามทำอะไร

  • หลีกเลี่ยงการล้างหน้าเป็นเวลา 4-6 ชั่วโมงหลังฉีด
  • ไม่แกะ เกา หรือกดบริเวณที่ทำเมโส เป็นเวลา อย่างน้อย 1 คืน
  • งดการทาสกินแคร์และครีมบำรุงต่าง ๆ ในช่วง 1 วันแรก
  • หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายเป็นเวลหาอย่างน้อย 24-48 ชั่วโมง
  • หลีกเลี่ยงกิจกรรมออกแดดเป็นเวลาอย่างน้อย 48 ชั่วโมง
  • งดการทำทรีตเมนต์อื่น ๆ เช่น เลเซอร์กำจัดขน โบท็อกซ์ ฟิลเลอร์ รวมถึงงดการสครับผิว ขัดหน้า หรือสปาผิวหน้า เป็นเวลาอย่างน้อย 1 สัปดาห์หลังฉีดเมโส
  • งดการดื่มแอลกอฮอล์ และงดสูบบุหรี่ ในช่วง 1 สัปดาห์หลังฉีดเมโส
  • หลีกเลี่ยงอาหารที่มีน้ำตาลและไขมันสูง ในช่วง 1 สัปดาห์หลังฉีดเมโส

ข้อปฏิบัติหลังฉีดเมโสหน้าใส ใช้เวลากี่วันจะเห็นผล

หลังฉีดเมโสครั้งแรก

เราจะเริ่มรู้สึกถึงการเปลี่ยนได้ภายในวันที่ 3 หลังฉีดเมโสไปแล้ว หรือก็คือหลังจากที่อาการบวมเข็มหายไป และจะใช้เวลาประมาณ 7-14 วันก่อนจะเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนนะคะ โดยจะรู้สึกได้ว่าหน้ามีความเนียน กระจ่างใส และมีผดผื่นน้อยลง 

สำหรับคนที่ฉีดเมโสครั้งแรก หมอผึ้งแนะนำให้ฉีดอย่างน้อยอาทิตย์ละ 1 ครั้งในช่วงเดือนแรกเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุดค่ะ หลังจากนั้นหากเราต้องการคงสภาพผิว ก็สามารถเข้ามาฉีดเป็น 2 อาทิตย์ต่อ 1 ครั้งได้ค่ะ

เมโสจะสามารถฉีดได้บ่อยกว่าทรีตเมนต์อื่น ๆ อย่าง รีจูรัน หรือ ฟิลเลอร์ ซึ่งสารทุกตัวที่อยู่ในเมโสล้วนแล้วแต่เป็นสารที่พบในธรรมชาติ สามารถถูกดูดซึมและย่อยสลายได้ตามกระบวนการในร่างกายของเรา ปลอดภัยและไม่รบกวนการทำงานของเซลล์ ทำให้เราสามารถฉีดได้ทุกเดือนโดยไม่ต้องกังวลเรื่องสารตกค้างสะสมในร่างกายค่ะ อีกทั้งเมโสทุกตัวของ EY Clinic ก็ได้ผ่านรับรองมาตรฐานจาก อย. แล้ว ในทุกทรีตเมนต์ หมอจะใช้เมโสแท้แบบเต็มปริมาณ ไม่มีการเจือจาง ไม่มีการแต่งเติมสารอื่น และที่สำคัญที่สุด ที่ EY Clinic ทุกทรีตเมนต์จะถูกดำเนินการโดยแพทย์เฉพาะทางผู้มีประสบการณ์ ฉะนั้น หมดห่วงเรื่องการฉีดผิดชั้นผิวหรือฉีดเข้าเส้นเลือดไปได้เลยค่ะ

สังเกตอาการข้างเคียง

อาการคัน บวมแดง และระคายเคืองผิวหน้าเป็นอาการปกติของการฉีดเมโส และอาการเหล่านี้มักจะหายไปเองภายใน 1-2 วันค่ะ โดยเราสามารถประคบเย็นเพื่อบรรเทาอาหารได้ แต่ถ้าหากว่า อาการบวมแดงเริ่มมากขึ้น เลือดไหลซึม ไม่หายเอง หรือเริ่มเกิดเป็นผื่นแดง หมอผึ้งแนะนำให้เข้าปรึกษาแพทย์ผู้ดูแลทันทีค่ะ เพราะแผลจากรอยเข็มอาจจะเกิดการติดเชื้อและนำไปสู่อาการแทรกซ้อนได้ค่ะ

รักษาความสะอาด

ช่วงเวลาที่หลังฉีดเสโมเป็นเวลาที่รอยเข็มยังเปิดอยู่ และถึงแม้จะเป็นแผลเล็ก ๆ ก็สามารถเกิดการติดเชื้อได้ หมอผึ้งเลยอยากแนะนำเราให้งดออกกำลังในช่วง 1-2 วันแรก และหลีกเลี่ยงการออกแดด หรือกิจกรรมที่จะทำให้เหงื่อออก เนื่องจากเหงื่อเป็นตัวนำแบคทีเรียและสิ่งสกปรกซึ่งจะทำให้โอกาสการติดเชื้อของแผลมีมากขึ้นค่ะ

แต่แน่นอนว่า ถ้าพูดถึงสภาพอากาศในเมืองไทยแล้ว การที่จะหลีกเลี่ยงไม่ให้เหงื่อออกเลยก็คงเป็นเป็นไปไม่ได้ ฉะนั้น หมอผึ้งแนะนำว่า เวลาเหงื่อออก ควรซับด้วยทิชชู่สะอาดก็เพียงพอแล้วค่ะ

ดื่มน้ำเยอะ ๆ และพักผ่อนให้เพียงพอ

การดื่มน้ำและการพักผ่อนเป็นสิ่งจำเป็นต่อการฟื้นฟูและสมานแผลของร่างกาย และยังเป็นสิ่งง่าย ๆ ที่เราทำได้เพื่อช่วยให้ใบหน้าของเรากระจ่างใสนะคะ ถึงแม้เมโสจะช่วยบำรุงผิวหน้าของเราได้อย่างล้ำลึก แต่ก็ต้อง อย่าลืมที่จะดูแลร่างกายให้ได้รับความชุ่มชื้นและการพักผ่อนที่เพียงพอด้วยค่ะ

แพ็กเกจ เมโสหน้าใสที่  EY Clinic

ที่ EY Clinic จะมีให้บริการอยู่ 4 รูปแบบค่ะ

  • Made Collagen เหมาะกับคนที่ต้องการดีท็อกซ์ผิวหน้า กำจัดสารพิษและเสริมสร้างผิวให้แข็งแรงเริ่มต้นที่ 2,499 บาท ต่อ 1 ครั้ง  แพ็กเกจ 12,495 บาท ต่อ 2 ครั้ง และ 24,990 บาท ต่อ 3 ครั้ง
  • PRP RegenLab เหมาะกับคนที่มีปัญหารอยแผลเป็นจากสิว หลุมสิว รอยดำ-รอยแดง  เริ่มต้นที่ 6,999 บาท ต่อ 1 ครั้ง  แพ็กเกจ 12,599 บาท ต่อ 2 ครั้ง และ 17,999 บาท ต่อ 3 ครั้ง
  • Meso Hya 1.5cc  เพิ่มเติมความชุ่มชื้นให้ผิว แก้ปัญหาผิวหมองคล้ำ ฟื้นฟูจากภายใน  เริ่มต้นที่ 2,499 บาท ต่อ 1 ครั้ง  แพ็กเกจ 14,995 บาท ต่อ 2 ครั้ง และ 29,990 บาท ต่อ 3 ครั้ง
  • Meso Hya 3cc   เริ่มต้นที่ 3,999 บาท ต่อ 1 ครั้ง  แพ็กเกจ 19,995 บาท ต่อ 2 ครั้ง และ 39,990 บาท ต่อ 3 ครั้ง

ฉีดเมโสหน้าใสที่ EY Clinic

ไม่ว่าจะเป็นทรีตเมนต์ประเภทไหน ความปลอดภัยจะต้องมาก่อนเสมอค่ะ ที่ EY Clinic เอง จะมีหมอผึ้งกับทีมหมอที่เป็นแพทย์เฉพาะทางด้านผิวหนัง-เวชศาสตร์ความงามทุกทรีตเมนต์ที่คลินิกของเราจะใช้ตัวยาเต็มปริมาตร ไม่มีการเจือจางหรือผสมตัวยาอื่น มีการให้คำปรึกษาและยังมีการติดตามผลการรักษาเพื่อการันตีความพึงพอใจของคุณ เพราะเราไม่เพียงแต่อยากจะมอบความสวยให้คุณ แต่เราอยากให้มอบสุขภาพผิวที่ดีให้กับคุณด้วยค่ะ

รีวิวจากผู้ใช้บริการจริง

รู้ไว้ก่อนตัดสินใจ หลังฉีดเมโสหน้าใส ห้ามทำอะไรบ้าง
Dr. Patnapa Vejanurug
Dec 25, 2023
ดีท็อกซ์ผิว บอกลาปัญหาสิวและผด ด้วยมาเด้คอลลาเจน
โบท็อกซ์ เมโส ฟิลเลอร์
ดีท็อกซ์ผิว บอกลาปัญหาสิวและผด ด้วยมาเด้คอลลาเจน
มาเด้คอลลาเจน คือ เมโสหน้าใสตัวหนึ่งที่ขึ้นชื่อเรื่องการกำจัดของเสียและสารพิษที่ตกค้างในเซลล์ผิวและช่วยบำรุงให้ผิวแข็งแรงยิ่งขึ้น ในบทความนี้ หมอผึ้งจะอธิบายสรุปให้ว่า มาเด้คอลลาเจนคืออะไร ทำงานอย่างไร มีวิธีฉีดแบบไหน และผลข้างเคียงเมโสตัวนี้ด้วยค่ะ

ดีท็อกซ์ผิว บอกลาปัญหาสิวและผด ด้วยมาเด้คอลลาเจน

มาเด้คอลลาเจน คือ เมโสหน้าใสตัวหนึ่งที่ขึ้นชื่อเรื่องการกำจัดของเสียและสารพิษที่ตกค้างในเซลล์ผิวและช่วยบำรุงให้ผิวแข็งแรงยิ่งขึ้น ในบทความนี้ หมอผึ้งจะอธิบายสรุปให้ว่า มาเด้คอลลาเจนคืออะไร ทำงานอย่างไร มีวิธีฉีดแบบไหน และผลข้างเคียงเมโสตัวนี้ด้วยค่ะ

มาเด้คอลลาเจนคืออะไร ช่วยเรื่องอะไรบ้าง

มาเด้คอลลาเจน (MADE Collagen) เป็นผลิตภัณฑ์จากประเทศอิตาลีที่นำเอาศาสตร์การรักษาแบบโฮมีโอพาธีย์ (Homepathy) มาบำรุงผิวหน้าด้วยเทคนิคเมโสค่ะ ซึ่งมาเด้คอลลาเจนถูกคิดค้นพัฒนามาเพื่อคืนความอ่อนวัยให้ผิว ทำให้ริ้วรอย ร่องลึกดูจางลง และช่วยชะลอการเสื่อมสภาพของผิวที่มากับอายุ

หลัก ๆ แล้ว มาเด้คอลลาเจนขึ้นชื่อเรื่องการดีท็อกซ์ผิว ขจัดสารพิษที่เซลล์ไม่ต้องการออกและเติมสารอาหารที่มีประโยชน์ให้กับเนื้อเยื่อค่ะ มาเด้คอลลาเจนประกอบไปด้วยวิตามิน เอนไซม์ คอลลาเจน และแร่ธาตุที่จะช่วยบำรุงผิวอย่างล้ำลึก ลดโอกาสการเกิดสิว เสริมสร้างให้ผิวแข็งแรงไม่แพ้ง่าย และช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยด้วยค่ะ

มาเด้คอลลาเจนมีการทำงานที่แบ่งออกเป็น 4 เฟส 

Phase 1: ช่วยเร่งขนวนการ Metabolism หรือการเผาผลาญ และเพิ่มการไหลเวียนของเลือด ทำให้ผิวได้รับการหล่อเลี้ยงที่ดีและทำงานได้อย่างเต็มที่

Phase 2: ให้สารอาหารที่มีประโยชน์ต่อเซลล์ผิวและทำให้เกิดการบำบัดเซลล์ (Cell Therapy) หรือก็คือการฟื้นฟูความแข็งแรง ซ่อมแซมส่วนที่สึกหร่อ เร่งการเจริญเติบโตของเซลล์ผิว อีกทั้งยังกระตุ้นการผลิตคอลลาเจน ไฮยาลูรอนิก แอซิด และอีลาสติน ที่จะช่วยให้ผิวชุ่มชื้น อิ่มน้ำและกระจ่างใส

Phase 3: ช่วยดีท็อกซ์เซลล์ (Detoxification) ซึ่งเป็นการขจัดของเสียและสารพิษซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เกิดสิวและทำให้ผิวแก่ก่อนวัย ไม่ผ่องใสและมีร่องลึก

Phase 4: ปรับปรุงโครงสร้างและคืนความสมดุลให้เซลล์ ทำให้ผิวมีความแข็งแรงและป้องกันผิวเสี่อมสภาพจากปัจจัยภายนอก เช่น แสงแดด หรือฝุ่นควัน

แล้ว มาเด้ คอลลาเจนต่างกับเมโสตัวอื่นอย่างไร

มาเด้คอลลาเจนคือเมโสที่เน้นการดีท็อกซ์ผิวเพื่อลดโอกาสการแพ้ การอักเสบและการเกิดสิว เหมาะกับคนที่มีปัญหาสิวเรื้อรัง หน้าหมองคล้ำ และผิวแพ้ง่าย การฉีดมาเด้คอลลาเจน ก็จะมีเทคนิคเฉพาะซึ่งก็คือการฉีดกระจายทั่วใบหน้า รวมทั้งหมด 16 จุด ซึ่งเป็นเทคนิคการฉีดเมโสที่ควรทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้นค่ะ

มาเด้ คอลลาเจน ทำไมต้องฉีด 16 จุด

เทคนิค 16 จุด คือการฉีดมาเด้คอลลาเจน 16 จุดตามตำแหน่งของต่อมน้ำเหลืองที่อยู่บนใบหน้าของเรา ต่อมน้ำเหลือง (Lymph nodes) เหล่านี้เป็นอวัยวะที่กรองและกำจัดของเสียที่มาจากกระแสเลือดและเซลล์ และเป็นส่วนหนึ่งของระบบภูมิคุ้มกัน เทคนิคนี้จะทำให้เกิดรอยเข็มเล็ก ๆ เหมือนจุดไข่ปลา ไม่เจ็บมาก และทำให้ผิวหน้าได้รับมาเด้คอลลาเจนอย่างเต็มที่ ซึ่งที่ EY Clinic คุณหมอของเราจะใช้มาเด้แบบเต็มปริมาณในทุกทรีตเมนต์ ไม่มีการเจือจางหรือผสมยาอื่น และจะฉีดโดยจากคุณหมอเฉพาะทางเท่านั้นค่ะ

ผลลัพธ์ และ ผลข้างเคียงของมาเด้คอลลาเจน

หลังฉีดมาเด้คอลลาเจนแล้ว ใบหน้าของเราอาจจะมีอาการระบมและคันเล็กน้อย บางรายอาจจะมีอาการบวมร่วมด้วย แต่หมอผึ้งแนะนำว่า อาหารเหล่านี้เป็นอะไรที่ปกติและจะหายไปเองในเวลา 1-2 วัน ซึ่งภายในวันที่ 3 เราจะสามารถเห็นผลลัพธ์ของตัวมาเด้ได้แล้ว โดยจะรู้สึกว่าผิวลื่น เนียนใส มากขึ้น หลังจากครั้งแรกไปแล้ว ควรฉีดเพิ่มอีกอย่างน้อย 4-5 ครั้ง โดยเว้นระยะเวลา 1 สัปดาห์ต่อ 1 ครั้ง เพื่อการบำรุงที่มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยเฉพาะกับคนที่มีปัญหาสิวและผดผื่น หลังจากนั้น เราก็สามารถเว้นระยะการฉีดครั้งต่อไปให้นานขึ้น 1-2 เดือนได้

หลังฉีดแล้ว เราสามารถดูแลตัวเองได้ตามวิธีข่างล้างนี้ค่ะ

  1. ไม่กดนวดหรือเกาใบหน้าเมื่อฉีดเสร็จ
  2. หลีกเลี่ยงการล้างหน้าเป็นเวลา 4-6 ชั่วโมงหลังฉีด
  3. งดการทาสกินแคร์หรือครีมบำรุงในช่วง 24 ชั่วโมงแรก
  4. หลีกเลี่ยงกิจกรรมออกแดดเป็นเวลาอย่างน้อย 48 ชั่วโมง

ตัวยาต่าง ๆ ในมาเด้คอลลาเจนจะอยู่ในปริมาณพอดีและเพียงพอต่อการเสริมสร้างบำรุงผิว ซึ่งตัวยาเหล่านี้มีโอกาสทำให้เกิดอาการแพ้ได้น้อยมาก ๆ สำหรับคนที่ฉีดมาเด้แล้วใบหน้าเริ่มขึ้นผื่น เป็นสิว หรือมีอาการระคายเคือง อาจมีความเป็นไปได้ว่า เพิ่งได้รับการฉีดมาเด้ปลอมมา หรือเป็นมาเด้ที่มีการผสมตัวยาอื่นเข้าไป

มาเด้คอลลาเจนปลอมน่ากลัวและมีความอันตราย เพราะเราไม่มีทางรู้ได้ว่าตัวยาที่จะถูกฉีดเข้าใบหน้าของเราเป็นตัวยาอะไร มีปริมาณเท่าไร และจะเกิดผลร้ายต่อร่างกายเราหรือไม่ นอกจากนี้หลายคนอาจจะเคยได้ยินว่า ฉีดเมโสหรือคอลลาเจนนั้นเป็นอะไรที่ทำที่บ้านเองได้ ไม่จำเป็นต้องไปเสียเงินฉีดที่คลินิก อันนี้หมอผึ้งขอบอกเลยค่ะว่า อย่าหาทำ เพราะการฉีดเมโสเองที่บ้านสามารถนำไปสู่การติดเชื้อ การฉีดผิดชั้นผิว และผลข้างเคียงที่อันตรายที่จะทำให้คุณเสียเงินค่ารักษามากกว่าเดิม เพราะฉะนั้น ไว้ใจให้คุณหมอที่เชี่ยวชาญฉีดให้จะดีกว่าค่ะ

ฉีดมาเด้คอลลาเจนที่ EY Clinic มีราคาเริ่มต้นเท่าไหร่

มาเด้คอลลาเจน ที่ EY Clinic มีราคาเริ่มต้นที่ 2,499 บาท ต่อ 1 ครั้ง และคุณสามารถเลือก

  • แพ็กเกจ 12,495 บาท ต่อ 6 ครั้ง (คิดเป็น 2,083 บาท ต่อครั้ง) หรือ
  • แพ็กเกจ  24,990 บาท ต่อ 13 ครั้ง (คิดเป็น 1,922 บาท ต่อครั้ง) ก็ได้ค่ะ

ที่ EY Clinic ทุกทรีตเมนต์ถูกดำเนินการโดยแพทย์เฉพาะทาง ใช้ยาเต็มปริมาณ ไม่มีการผสมตัวยาอื่น และไม่มีการเจือจางตัวยา นอกจากนี้ทุกผลิตภัณฑ์ที่เราใช้ยังเป็นผลิตภัณฑ์ที่ถูกกฎหมาย ได้ผ่านการยอมรับจาก อย. ไทยแล้ว มั่นใจได้เรื่องความปลอดภัยค่ะ

นอกจากนี้ ที่ EY Clinic เราให้ความสำคัญในเรื่องของสุขภาพผิวและความพอใจของผู้เข้าใช้บริการเหนือสิ่งอื่นใด สำหรับคนที่ยังไม่แน่ใจว่าปัญหาผิวของตัวเอง เหมาะกับทรีตเมนต์แบบไหน และกลัวว่าจะเสียเงินกับทรีตเมนต์ที่ไม่ได้ผล ลองมาให้ EY Clinic ได้ดูแลคุณได้ค่ะ ที่คลินิกจะมีหมอผึ้งและทีมหมอผิวหนังและเวชศาสตร์ฟื้นฟูอีก 3 ท่าน ที่พร้อมให้คำปรึกษากับคุณและรับรองว่าไม่มีการขายทรีตเมนต์ที่ไม่จำเป็นแน่นอนค่ะ

รีวิวจากผู้ใช้บริการจริง


ดีท็อกซ์ผิว บอกลาปัญหาสิวและผด ด้วยมาเด้คอลลาเจน
Dr. Patnapa Vejanurug
Dec 25, 2023
หน้าผากย่น ริ้วรอยลึก หน้าแก่ ต้องแก้อย่างไร
โบท็อกซ์ เมโส ฟิลเลอร์
หน้าผากย่น ริ้วรอยลึก หน้าแก่ ต้องแก้อย่างไร
ปัญหาหน้าผากย่น หรือริ้วรอยบนหน้าผากเป็นสิ่งที่ทำให้เราเสียความมั่นใจในตัวเองไม่น้อย เพราะไม่มีเมคอัพตัวไหนสามารถปกปิดริ้วรอยตรงนี้ได้ และยังทำรู้สึกแก่อีกด้วย แล้วเรามีจะมีวิธีแก้ไขปัญหาหน้าผากย่นได้อย่างไร

หน้าผากย่น ริ้วรอยลึก หน้าแก่ ต้องแก้อย่างไร

ปัญหาหน้าผากย่น หรือริ้วรอยบนหน้าผากเป็นสิ่งที่ทำให้เราเสียความมั่นใจในตัวเองไม่น้อย เพราะไม่มีเมคอัพตัวไหนสามารถปกปิดริ้วรอยตรงนี้ได้ และยังทำรู้สึกแก่อีกด้วย แล้วเรามีจะมีวิธีแก้ไขปัญหาหน้าผากย่นได้อย่างไร 

หน้าผากย่น เกิดจากอะไร

รอยย่นบนหน้าผากมีสาเหตุหลักมาจากอายุที่มากขึ้นค่ะ ยิ่งเราแก่ตัวลง ร่างกายของเราก็จะสามารถผลิตคอลลาเจนได้น้อยลง ทำให้ผิวหนังไม่เต่งตึงและเกิดเป็นรอยย่นพับของผิวหนัง (Static wrinkles) และร่องลึกเกิดจากการเคลื่อนไหวของใบหน้า (Dynamic wrinkles) ซึ่งนอกจากอายุที่มากขึ้นแล้ว ยังมีปัจจัยอีกหลายข้อที่อาจทำให้ผิวของเราแก่เร็วและเกิดริ้วรอยบนหน้าผากค่ะ

แสงแดด - รังสียูวีเป็นตัวทำร้ายเซลล์ผิวและทำให้ปริมาณคอลลาเจนใต้ผิวหนังลดลง

มลภาวะ - ฝุ่นและควันนั้นเต็มไปด้วยสารอนุมูลอิสระที่ส่งผลเสียต่อเซลล์และทำให้ผิวหนังแก่เกินวัย

ความเครียดสะสม - ความเครียดทำให้กล้ามเนื้อใบหน้าของเกร็งและตึงโดยที่เราไม่รู้ตัว โดยเฉพาะกล้ามเนื้อบริเวณรอบดวงตาและหน้าผาก อีกทั้งยังมีส่วนทำให้เซลล์อักเสบ ภาวะความเครียดสะสมจึงมีส่วนทำให้ผิวดูแก่กว่าวัย และทำให้ริ้วรอยบนหน้าผากดูชัดขึ้นค่ะ

เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ - เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทำให้ผิวหนังและร่างกายของเราขาดความชุ่มชื้น ทำให้รอยย่นที่หน้าผากเกิดง่ายและชัดเจน

การสูบบุหรี่ - นิโคตินในบุหรี่นอกจากจะส่งผลเสียต่อปอดแล้ว ยังรบกวนการทำงานของเซลล์ผิว โดยเฉพาะกระบวนการผลัดเซลล์ผิวและการสมานแผล ซึ่งทำให้ผิวแก่และเหี่ยวย่นเร็วค่ะ

พันธุกรรม - เราจะเห็นว่าบางคนอายุยังไม่ขึ้นเลข 4 แต่เริ่มมีหน้าผากย่น ในขณะที่บางคนอายุขึ้นเลข 5 แล้วหน้าผากยังดูไม่แก่ หรือมีริ้วรอยเพียงนิดน้อย ซึ่งนั่นก็เป็นเพราะคนเรามีพันธุกรรมที่ต่างกันค่ะ

อยากแก้หน้าผากย่น ต้องทำอย่างไร: วิธีลดริ้วรอยบนหน้าผาก

ถึงปัญหาริ้วรอยบนหน้าผาก หน้าหน้าผากย่นเป็นเรื่องปกติที่มาคู่กับอายุที่มากขึ้น แต่ก็เป็นปัญหาที่ทำให้หลาย ๆ คนเสียความมั่นใจ ซึ่งในปัจจุบันก็มีทรีตเมนต์และวิธีการลดริ้วรอยให้ดูจางลงให้เลือกอยู่หลายวิธีดังนี้

โบท็อกซ์ (Botox)

โบท็อกซ์ถือเป็นตัวเลือกยอดฮิตสำหรับคนที่มีปัญหาริ้วรอย และถือว่าเป็นวิธีที่แก้ปัญหา dynamic wrinkles หรือริ้วรอยจากการแสดงสีหน้าได้ตรงจุดค่ะ การฉีดโบท็อกซ์ก็คือการฉีดสารโบทูลินัม ทอกซิน (Botulinum toxin) เข้าสู่ชั้นผิวหนัง สารโบทูลินัมตัวนี้จะออกฤทธิ์กับเซลล์ประสาท ทำหน้าที่ยับยั้งการปล่อยสารสื่อประสาท (Neurotransmitters) ซึ่งส่งผลให้กล้ามเนื้อบริเวณที่ฉีดคลายตัวและป้องกันไม่ให้กล้ามเนื้อหดเกร็ง หรือ ก็คือทำให้กล้ามเนื้อขยับได้น้อยลง ผิวหนังเลยไม่พับหรือย่นนั่นเองค่ะ

ข้อดี: การฉีดโบท็อกซ์เพื่อลดหน้าผากย่นเป็นวิธีที่ทำได้ง่าย สะดวก เห็นผลได้ไว โดยจะเริ่มเห็นผลได้ตั้งแต่ในช่วง 3-4 วันหลังฉีด ฤทธิ์ของโบท็อกซ์มีอายุอยู่ที่ 4-6 เดือน โดยทั่วไปแล้ว จะใช้โบท็อกซ์เพื่อแก้หน้าผากย่นอยู่ที่ประมาณ 20-30 unit ค่ะ

ข้อจำกัด: โบท็อกซ์อาจจะกระจายตัวไปยังส่วนอื่นของใบหน้าทำให้เกิดผลข้างเคียงอย่าง อาการตาตก ตาแห้ง และผิวแห้ง นอกจากนี้หากฉีดในปริมาณมากเกินไปก็อาจจะทำให้หน้าตึง มุมปากเบี้ยว และดูไม่เป็นธรรมชาติ ฉะนั้น การเลือกฉีดโบท็อกซ์กับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจึงเป็นอะไรที่สำคัญมาก ๆ ค่ะ

ราคาโบท็อกซ์หน้าผากที่ EY clinic: 

  • Nabota เริ่มต้นที่ 150 บาท ต่อ 1 unit และ 4,000 บาท ต่อ 50 unit
  • Allergan เริ่มต้นที่ 11,999 บาท ต่อ 50 unit
  • Xeomin เริ่มต้นที่ 15,999 บาท ต่อ 150 unit 

ฟิลเลอร์ (Filler)

ฟิลเลอร์เป็นหนึ่งตัวเลือกที่ช่วยแก้ปัญหาริ้วรอยและปัญหาผิวที่มากับอายุได้ดีค่ะ ฟิลเลอร์ส่วนมากจะเป็นสารไฮยาลูรอนิก แอซิด (Hyaluronic acid) ที่จะเข้าไปเติมเต็มปริมาตรของชั้นผิว หรือในกรณีนี้ คือการเติมร่องลึกให้ตื่นขึ้น ทำให้ผิวเต่งตึง ไม่หย่อนคล้อย และทำให้ริ้วรอยบนหน้าผากดูจางลง ตัวไฮยาลูรอนิก แอซิดยังใช้ในเรื่องของความชุ่มชื้น ช่วยอุ้มน้ำให้เซลล์ ส่งผลให้ผิวฟู ใส และดูสุขภาพดีด้วยค่ะ

ฟิลเลอร์ยังช่วยปั้นรูปหน้าผากให้นูน เอิบอิ่มขึ้นได้ เหมาะสำหรับคนที่อยากเสริมโหงวเฮ้งให้ตัวเองอีกด้วยค่ะ

ข้อดี: ฟิลเลอร์เป็นทรีตเมนต์ที่ทำได้ง่ายและรวดเร็ว เห็นผลได้ภายใน 1-2 สัปดาห์ ให้ผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติและช่วยในเรื่องของความชุ่มชื่น

ข้อจำกัด: ฟิลเลอร์แต่ละรุ่นมีราคาและลักษณะการใช้งานที่ต่างกัน อีกทั้งหน้าผากยังเป็นพื้นที่ที่เต็มไปด้วยเส้นเลือด ต้องอาศัยความละเอียดและความชำนาญในการฉีด ดังนั้นจึงควรเลือกฉีดกับคลินิกที่ได้มาตรฐานที่มีแพทย์เฉพาะทางดูแล

ราคาฟิลเลอร์หน้าผากที่ EY clinic: สำหรับป้ญหาหน้าผากย่น EY clinic มีฟิลเลอร์อยู่ 2 ตัวดังนี้ 

  • Neuramis จากประเทศเกาหลี
  • Neuramis Deep ให้ผลลัพธ์นานตั้งแต่ 6-8 เดือน ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 5,999 บาท ต่อ 1cc 
  • Neuramis Volume ให้ผลลัพธ์นานถึง 12 เดือน ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 6,999 บาท ต่อ 1cc 
  • Juvederm จากประเทศสหรัฐอเมริกา
  • Juvederm Ultraplus ให้ผลลัพธ์นานถึง 12 เดือน ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 12,799 บาท ต่อ 1cc
  • Juvederm Voluma ให้ผลลัพธ์นานถึง 18 เดือน ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 15,799 บาท ต่อ 1cc 

เลเซอร์ (Laser)

เลเซอร์เป็นอีกหนึ่งวิธีที่สามารถช่วยฟื้นฟูให้ริ้วรอยดูจางลงได้ วิธีการทำงานของเลเซอร์คือการใช้ความร้อนจากแสงเลเซอร์ในการกระตุ้นให้เกิดการผลัดเซลล์ผิวและบูสต์สร้างคอลลาเจน เลเซอร์ที่นิยมใช้กันจะเป็น Fractional CO2 Laser ซึ่งเรามีให้บริการที่ EY Clinic ด้วยค่ะ

ข้อดี: การยิงเลเซอร์เป็นทรีตเมนต์ที่มีราคาเริ่มต้นที่ถูกเมื่อเทียบกับทรีตเมนต์คลินิกตัวอื่น ๆ และเป็นวิธีที่ช่วยผลัดเซลล์ผิวได้ดีเยี่ยม อีกทั้งยังลดรอยดำ รอยแดง ฝ้า และกระได้ด้วย

ข้อจำกัด: เมื่อเทียบกันกับฟิลเลอร์และโบท็อกซ์แล้ว เลเซอร์ใช้เวลานานกว่าในการแก้ปัญหาหน้าผากย่น และต้องทำซ้ำประมาณ 3-5 ครั้งก่อนจะเริ่มเห็นผล อีกทั้งยังเหมาะกับริ้วรอยที่ตื้นและเล็ก ไม่เหมาะกับ dynamic wrinkles ที่มักจะพบบริเวณหน้าผาก

นอกจากนี้ หากยิงเลเซอร์กับคลินิกที่ไม่ได้มาตรฐานก็อาจส่งผลให้เกิดเป็นรอยไหม้ หรือรอบคล้ำที่รักษาได้ยากด้วยค่ะ

ใช้สกินแคร์ที่มีเรตินอล (Retinol) และ วิตามิน เอ

วิตามินเอและอนุพันธ์ของวิตามินเอ หรือที่เรียกกันว่า เรตินอล เป็นตัวยาที่อยู่กับวงการความงามมานานมาก สารกลุ่มนี้มีคุณสมบัติในการกระตุ้นการผลิตคอลลาเจน เร่งการผลัดเซลล์ผิว ซึ่งทำให้ริ้วรอยดูจางลง นอกจากนี้ วิตามินเอยังเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยปกป้องเซลล์ผิวจากมลภาวะและลดการอักเสบได้อีกด้วยค่ะ

ข้อดี: ทำได้เองที่บ้าน ไม่จำเป็นต้องไปที่คลินิกความงาม และยังมีหลายแบรนด์ให้เลือกใช้

ข้อจำกัด: การบำรุงผิวด้วยสกินแคร์นั้นต้องทำอย่างสม่ำเสมอและใช้เวลากว่าจะเริ่มเห็นผล วิธีนี้จึงไม่เหมาะกับคนที่อยากได้ผลลัพธ์ที่รวดเร็ว แต่จะเป็นการดูแลในระยะยาวมากกว่า

ใช้สกินแคร์ที่มีส่วนผสมของว่านหางจระเข้

ว่านหางจระเข้ขึ้นชื่อเรื่องสรรพคุณการสมานแผลและให้ความชุ่มชื้น ซึ่งหมอผึ้งขอย้ำเลยค่ะว่า ความชุ่มชื้นนั้นเป็นสิ่งสำคัญมาก ๆ ต่อเซลล์ผิว และเป็นปัจจัยหลักที่ช่วยทำงานได้อย่างเต็มที่ ว่านหางจระเข้ช่วยให้เติมความชุ่มชื้นกับเซลล์ได้อย่างดี ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน คงความอ่อนวัยให้ผิวและชะลอการเกิดริ้วรอยได้ นอกจากนี้ ยังมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระอีกด้วยค่ะ

ข้อดี: ราคาไม่แพง และทำได้เองที่บ้านโดยไม่ต้องไปคลินิก

ข้อจำกัด: เช่นเดียวกับการใช้วิตามินเอและเรตินอล สกินแคร์ถือเป็นการบำรุงในระยะยาวมากกว่าการรักษา ต้องทำเป็นประจำสม่ำเสมอ

รักษาหน้าผากย่น แก้ปัญหาริ้วรอยที่ EY Clinic

หมอผึ้งจะย้ำเสมอในเรื่องของการเลือกทำทรีตเมนต์กับคลินิกที่ปลอดภัย ได้มาตรฐานและมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเป็นคนดำเนินการทำทรีตเมนต์ค่ะ เพราะผลข้างเคียงของการทำฉีดโบ ฟิลเลอร์หรือยิงเลเซอร์ที่ผิดวิธีนั้นน่ากลัวกว่าที่คุณคิดค่ะ

ที่ EY Clinic เรามีทีมแพทย์เฉพาะทางที่ยินดีจะช่วยเหลือและมอบทรีตเมนต์ที่เหมาะสมที่สุดให้กับคุณ หมอผึ้งเองมีประสบการณ์การฉีดโบท็อกซ์มาแล้วกว่า 14 ปี และยังมีหมอโบว์ซึ่งเป็นแพทย์ประจำเวชศาสตร์ชะลอวัย (Anti-Aging) และที่สำคัญ เรามุ่งมั่นที่จะมอบความมั่นใจคู่กับผิวที่มีสุขภาพดี เพราะเราเชื่อว่าความสวยมาคู่กับสุขภาพที่ดีเสมอค่ะ

รีวิวจากผู้ใช้บริการจริง

หน้าผากย่น ริ้วรอยลึก หน้าแก่ ต้องแก้อย่างไร
Dr. Patnapa Vejanurug
Dec 25, 2023
รู้ก่อนเลือกฉีด มาเด้ กับ เมโส อะไรดีกว่ากัน
โบท็อกซ์ เมโส ฟิลเลอร์
รู้ก่อนเลือกฉีด มาเด้ กับ เมโส อะไรดีกว่ากัน
หลายคนที่กำลังหาทรีตเมนต์ที่จะช่วยฟื้นฟูผิวให้แข็งแรงและต้องการบำรุงอย่างล้ำลึกคงมีความสับสนว่า มาเด้ คอลลาเจนกับเมโสหน้าใส อะไรดีกว่ากัน แล้วตัวเราเหมาะกับทรีตเมนต์แบบไหนมากกว่า ในบทความนี้หมอผึ้งจะช่วยคุณตอบคำถามนั้นกันค่ะ ก่อนอื่นเราไปดูกันก่อนว่า เมโสและมาเด้คืออะไรกันแน่

รู้ก่อนเลือกฉีด มาเด้ กับ เมโส อะไรดีกว่ากัน

หลายคนที่กำลังหาทรีตเมนต์ที่จะช่วยฟื้นฟูผิวให้แข็งแรงและต้องการบำรุงอย่างล้ำลึกคงมีความสับสนว่า มาเด้ คอลลาเจนกับเมโสหน้าใส อะไรดีกว่ากัน แล้วตัวเราเหมาะกับทรีตเมนต์แบบไหนมากกว่า ในบทความนี้หมอผึ้งจะช่วยคุณตอบคำถามนั้นกันค่ะ ก่อนอื่นเราไปดูกันก่อนว่า เมโสและมาเด้คืออะไรกันแน่

เมโส หรือ เมโสเทอราพี (Mesotherapy) คืออะไร

คำว่า เมโส เป็นคำย่อมาจากชื่อเต็ม ๆ ว่า Mesotherapy ซึ่งหมายถึงเทคนิคการรักษาทางการแพทย์แบบหนึ่งที่เป็นการฉีดตัวยาหรือสสารเข้าสู่ผิวชั้นกลาง (Dermis) เทคนิคนี้ถูกคิดค้นโดย Michel Pistor แพทย์ชาวฝรั่งเศสในปี 1952 โดยเขาใช้เทคนิคนี้ในการรักษาโรคทางหลอดเลือดและต่อมน้ำเหลือง เทคนิคถูกพัฒนามาเรื่อย ๆ ในแขนงต่าง ๆ และได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในด้านเวชศาสตร์ความงาม

เมโสหน้าใส คืออะไร

ทรีตเมนต์เมโสหน้าใส คือป้อนฉีดวิตามิน เอนไซม์ แร่ธาตุและสารบำรุงต่าง ๆ ให้เซลล์ผิวโดยตรง เมโสของแต่ละคลินิกและแต่ละยี่ห้อก็จะมีสูตรที่แตกต่างกันออกไปค่ะ แต่โดยส่วนใหญ่แล้ว เมโสหน้าใสจะประกอบไปด้วยวิตามินเอ ซี อี คอลลาเจน ไฮยาลูรอนิก แอซิดและสารสกัดจากพืช ซึ่งสารเหล่านี้จะช่วยฟื้นฟูและปรับสมดุลให้ผิวหน้า ควบคุมความมัน ช่วยให้รอยดำ-รอยแดง ฝ้า กระ ดูจางลง กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว และเสริมสร้างให้ผิวแข็งแรงขึ้นค่ะ

เมโสหน้าใสเหมาะสำหรับคนที่ต้องการการดูแลและฟื้นฟูผิวอย่างล้ำลึกและรวดเร็ว โดยหลังจากฉีดแล้ว จะสามารถความเปลี่ยนแปลงได้ภายใน 2-3 วันและเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนภายใน 1-2 สัปดาห์

มาเด้คอลลาเจน (MADE Collagen) คืออะไร

อันที่จริงแล้ว มาเด้ คอลลาเจน ก็คือเมโสยี่ห้อหนึ่ง มาเด้เป็นผลิตภัณฑ์จากประเทศอิตาลีที่นำเอาศาสตร์การรักษาแบบโฮมีโอพาธีย์ (Homepathy) มาบำรุงผิวหน้าด้วยเทคนิคเมโสเทอราพี มาเด้คอลลาเจนโดดเด่นในเรื่องของการดีท็อกซ์ผิว เพื่อขจัดสารพิษที่เซลล์ไม่ต้องการออกและเติมสารอาหารที่มีประโยชน์เข้าแทน

มาเด้คอลลาเจนมีการทำงานที่แบ่งออกเป็น 4 เฟส

Phase 1: เร่งขบวนการเผาผลาญ และเพิ่มการไหลเวียนของเลือด ช่วยให้ผิวทำงานได้อย่างเต็มที่

Phase 2: ให้สารอาหารที่มีประโยชน์ ฟื้นฟู ซ่อมแซมส่วนที่สึกหร่อ เร่งการเจริญเติบโตของเซลล์ผิว อีกทั้งยังกระตุ้นการผลิตคอลลาเจน ไฮยาลูรอนิก แอซิด และอีลาสติน ที่จะช่วยให้ผิวชุ่มชื้น อิ่มน้ำและกระจ่างใส

Phase 3: ช่วยดีท็อกซ์เซลล์ (Detoxification) ซึ่งเป็นการขจัดของเสียและสารพิษซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เกิดสิวและทำให้ผิวแก่ก่อนวัย ไม่ผ่องใส และเกิดริ้วรอยง่าย

Phase 4: ปรับปรุงโครงสร้างและคืนความสมดุลให้เซลล์ ป้องกันผิวเสี่อมสภาพจากปัจจัยภายนอก เช่น แสงแดด หรือฝุ่นควัน และลดโอกาสการเกิดสิวและผดผื่น

มาเด้ กับเมโส ต่างกันอย่างไร

มาเด้คอลลาเจนคือเมโสที่เน้นการดีท็อกซ์ผิวเพื่อลดโอกาสการแพ้ การอักเสบและการเกิดสิว เหมาะกับคนที่มีปัญหาสิวเรื้อรัง ผิวโทรม แพ้ง่ายและเป็นผดผื่นง่าย และในขณะที่เมโสหน้าใส มีจุดเด่นในเรื่องของการทำหน้าขาวใส ช่วยลดรอยด่างดำบนใบหน้าและกระชับรูขุมขน

อีกหนึ่งความแตกต่างของ มาเด้ กับเมโส คือ วิธีการฉีด;

  • การฉีดมาเด้คอลลาเจน ใช้วิธีฉีดแบบ 16 จุดตามการไหลเวียนของระบบน้ำเหลืองบนใบหน้าเพื่อประสิทธิภาพของการดีท็อกซ์
  • การฉีดเมโสหน้าใส ใช้วิธีฉีดแบบสะกิดทั่วใบหน้าเพื่อให้วิตามินและสารอาหารต่าง ๆ ซึบซาบเข้าสู่ผิวได้ดี

มาเด้และเมโส ราคาเท่าไร

ที่ EY Clinic จะมีให้บริการอยู่ 4 รูปแบบด้วยกัน ดังนี้

  • Made Collagen เริ่มต้นที่ 2,499 บาท ต่อ 1 ครั้ง  แพ็กเกจ 12,495 บาท ต่อ 2 ครั้ง และ 24,990 บาท ต่อ 3 ครั้ง
  • PRP RegenLab เริ่มต้นที่ 6,999 บาท ต่อ 1 ครั้ง  แพ็กเกจ 12,599 บาท ต่อ 2 ครั้ง และ 17,999 บาท ต่อ 3 ครั้ง
  • Meso Hya 1.5cc เริ่มต้นที่ 2,499 บาท ต่อ 1 ครั้ง  แพ็กเกจ 14,995 บาท ต่อ 2 ครั้ง และ 29,990 บาท ต่อ 3 ครั้ง
  • Meso Hya 3cc  เริ่มต้นที่ 3,999 บาท ต่อ 1 ครั้ง  แพ็กเกจ 19,995 บาท ต่อ 2 ครั้ง และ 39,990 บาท ต่อ 3 ครั้ง

สรุป มาเด้กับเมโส อะไรดีกว่ากัน

มาเด้กับเมโสหน้าใสมีความคล้ายคลึงกันอยู่มาก เพราะมาเด้ก็คือเมโสตัวหนึ่งที่โดดเด่นเรื่องการขจัดสารพิษ และเมโสหน้าใสเป็นทรีตเมนต์ที่เน้นเรื่องความขาวใส หากถามว่า มาเด้กับเมโส อะไรดีกว่ากัน หมอผึ้งขอตอบว่า ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและความต้องการของแต่ละบุคคล หากคุณยังไม่แน่ใจว่าปัญหาผิวของคุณเหมาะกับทรีทเมนต์แบบไหน ลองไว้ใจให้คุณหมอของ EY Clinic เป็นคนแนะนำให้คำปรึกษากับคุณ คลินิกของเราดูแลทั้ง wellness และ skin เรามุ่งมั่นที่จะมอบความสวยและสุขภาพผิวที่ดีให้กับคุณโดยไม่มีการยัดเยียดทรีตเมนต์ที่ไม่จำเป็น เข้ามาคุยกับหมอผึ้งและทีมคุณหมอเก่ง ๆ ได้ที่ EY Clinic ค่ะ

รีวิวจากผู้ใช้บริการจริง

รู้ก่อนเลือกฉีด มาเด้ กับ เมโส อะไรดีกว่ากัน
Dr. Patnapa Vejanurug
Dec 25, 2023
ฉีดสลายไขมัน อันตรายไหม ไขข้อสงสัยเรื่องเมโสแฟต
โบท็อกซ์ เมโส ฟิลเลอร์
ฉีดสลายไขมัน อันตรายไหม ไขข้อสงสัยเรื่องเมโสแฟต
เมโสแฟตเป็นอีกหนึ่งทรีทเมนต์ยอดนิยมที่ถูกใจสำหรับคนที่แก้มเยอะ เหนียงเยอะ หรือต้นแขนมีเซลลูไลท์ ทำให้ไม่มั่นใจในรูปร่างของตัวเอง แต่หลายคนคงจะมีความกังวลว่า ฉีดสลายไขมัน อันตรายไหม จะทำให้ร่างกายเกิดอาการช็อกหรือเปล่า ในบทความนี้ หมอผึ้งจะมาช่วยไขข้อสงสัยข้อนี้ค่ะ

ฉีดสลายไขมัน อันตรายไหม ไขข้อสงสัยเรื่องเมโสแฟต

เมโสแฟตเป็นอีกหนึ่งทรีทเมนต์ยอดนิยมที่ถูกใจสำหรับคนที่แก้มเยอะ เหนียงเยอะ หรือต้นแขนมีเซลลูไลท์ ทำให้ไม่มั่นใจในรูปร่างของตัวเอง แต่หลายคนคงจะมีความกังวลว่า ฉีดสลายไขมัน อันตรายไหม จะทำให้ร่างกายเกิดอาการช็อกหรือเปล่า ในบทความนี้ หมอผึ้งจะมาช่วยไขข้อสงสัยข้อนี้ค่ะ

เมโสแฟตคืออะไร สลายไขมันได้จริงไหม

เมโสแฟต (Meso Fat) เป็นทรีทเมนต์ฉีดสลายไขมันที่ทำได้ง่าย เห็นผลไว เจ็บตัวน้อยและไม่ต้องใช้เวลาพักฟื้น คำว่า เมโสแฟต มาจากชื่อเต็มว่า Mesotherapy Fat Reduction หรือ Mesolipolysis ซึ่งก็คือการใช้ฉีดสารเข้าสู่ผิวชั้นกลางเพื่อลดไขมันเฉพาะจุดนั้นเอง เทคนิคเหมือนการฉีดเมโสหน้าใสค่ะแต่ใช้ตัวยาคนละตัวกัน เมโสแฟตประกอบไปด้วยสารสกัดจากพืชอย่าง Tyrosine, Carnitine และ Artichoke Extract ชื่อของสารเหล่านี้ เราอาจจะคุ้นหรือเคยเห็นกันในอาหารเสริมนะคะ สารเหล่านี้จะเข้าไปช่วยทำให้มวลไขมันแตกตัวและมีขนาดเล็กลงทำให้ถูกย่อยสลายและขับออกจากร่างกายได้ง่ายขึ้น ตัวเซลล์ไขมันส่วนเกินเหล่านี้ก็จะออกมากับการขับถ่ายตามกระบวนของร่างกายนั้นเองค่ะ

หมอผึ้งขอแทรกเกร็ดความรู้นิดนึงค่ะว่า การสะสมของไขมันส่วนเกินมีส่วนกระตุ้นให้เกิดการอักเสบของในร่างกาย ซึ่งสารสกัดในเมโสแฟตก็มีสรรพคุณในการช่วยลดการอักเสบ สมานแผล และกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดในหลอดเลือดฝอย ทำให้พื้นที่บริเวณที่ฉีดกระชับและช่วยลดเซลลูไลท์ด้วยค่ะ

ไขมันส่วนเกิน เกิดจากอะไรกันแน่

การสะสมของไขมันส่วนเกินตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกายเกิดขึ้นจากหลายปัจจัย ซึ่งมีทั้งที่เราควบคุมได้และควบคุมไม่ได้ เช่น อาหารการกิน ฮอร์โมน ไลฟ์สไตล์ อายุ พันธุกรรม และเพศ (ผู้หญิงสะสมไขมันใต้ผิวหนังได้มากกว่าผู้ชาย) บางคนคุมอาหารก็แล้ว ออกกำลังกายก็แล้ว แต่ยังมีเหนียง มีคางสองชั้นอยู่ เมโสแฟตจึงเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์สำหรับคนต้องการลดเฉพาะจุด เพื่อเพิ่มความมั่นใจในรูปร่างของตัวเองค่ะ ซึ่งการฉีดเมโสแฟตสามารถทำได้ในหลายบริเวณเช่น แก้ม เหนียง ต้นแขน ต้นขา และหน้าท้อง

แต่หมอผึ้งต้องขอเน้นค่ะว่า เมโสแฟตไม่ได้มีไว้เพื่อลดความอ้วน แต่มีไว้เพื่อฉีดลดไขมันใต้ผิวหนังเฉพาะส่วนเท่านั้น ไม่ได้ช่วยให้ร่างกายเบิร์นไขมันได้มากขึ้น หากเรายังทานเยอะและขยับตัวน้อย ร่างกายก็ยังคงจะสะสมไขมันส่วนเกินอยู่เหมือนเดิมค่ะ 

ตอบคำถาม ฉีดสลายไขมัน อันตรายไหม

เช่นเดียวทรีตเมนต์อื่น ๆ ความอันตรายของการฉีดสลายไขมันด้วยเมโสแฟตอยู่ที่แพทย์ผู้ดูแลและคลินิกที่เราเข้าใช้บริการค่ะ การฉีดเมโสแฟตกับหมอกระเป๋านำไปสู่ความเสี่ยงมากมายเลยค่ะ เช่น การฉีดผิดชั้นผิวทำให้ไม่เกิดผลลัพธ์ การติดเชื้อเนื่องจากไม่มีการรักษาความสะอาดที่ถูกวิธี หรือการเกิดผลข้างเคียงร้ายแรงที่มาจากเมโสปลอมหรือจากการผสมตัวยาอื่นในเมโสค่ะ

แล้วถ้าคลินิกที่เราใช้บริการเป็นคลินิกที่เชื่อถือได้ มีหมอประจำผู้มีความเชี่ยวชาญมีใบรับรองชัดเจน การฉีดสลายไขมัน อันตรายไหม? หมอผึ้งขอตอบเลยว่า ไม่อันตราย เพราะเมโสแฟตเป็นหัตถการที่มีความเสี่ยงต่ำ สารสกัดต่าง ๆ ในเมโสแฟตถูกพิสูจน์แล้วว่าไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายของเราและสามารถย่อยสลายได้โดยไม่ทิ้งสารตกค้าง อีกทั้งยังเป็นวิธีที่ปลอดภัยกว่าการดูดไขมัน (Liposuction)

อ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนอาจจะมีคำถามว่า แล้วเราจะแพ้เมโสแฟตได้ไหม ตรงนี้หมอตอบชัด ๆ ค่ะว่า มีโอกาสแพ้แต่น้อยมาก ๆ เพราะเมโสแฟตเป็นทรีตเมนต์ที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก มีการพัฒนามานานกว่า 20 ปี และมีรายงานผลข้างเคียงจากผู้ที่มีอาการแพ้น้อยมากค่ะ ฉะนั้น เราสามารถสรุปได้ว่าเมโสแฟตเป็นทรีตเมนต์ที่ปลอดภัยค่ะ

หมอขอเสริมว่า ทุกทรีทเมนต์ย่อมมีข้อจำกัดค่ะ การฉีดสลายไขมันเฉพาะจุดด้วยเมโสแฟตควรได้รับการระมัดระวังเป็นพิเศษในกลุ่มคนต่อไปนี้

  1. สตรีมีครรภ์ และสตรีที่กำลังให้นมบุตร
  2. ผู้ที่มีปัญหาโรคผิวหนังอักเสบ ควรปรึกษาคุณหมอก่อนที่จะเริ่มฉีดเมโสแฟต
  3. คนป่วยที่ในแต่ละวันจำเป็นต้องรับประทานยาจำนวนมาก เช่น ผู้ป่วยโรคเบาหวาน หรือโรคมะเร็ง ควรแจ้งให้คุณหมอทราบและประเมินความเสี่ยงก่อนเริ่มฉีดเมโสแฟต

ฉีดสลายไขมันแล้วเป็นอย่างไร ผลข้างเคียงหลังเมโสแฟตที่คุณควรรู้

ผลข้างเคียงหลังจากการฉีดเมโสแฟตที่พบได้ส่วนมากมักจะเป็นอาการบวมช้ำ ซึ่งจะบรรเทาลงเองภายใน 24 ชั่วโมงค่ะ หลังจากฉีดแล้วควรงดการขัดหน้า นวดหน้า และทรีตเมนต์อื่น ๆ เป็นเวลาอย่างน้อย 1 สัปดาห์ เพื่อป้องกันการติดเชื้อ และหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์หรือสูบบุหรี่ ในช่วง 3 วันแรกหลังฉีด

ในกรณีที่ฉีดสลายไขมันบริเวณเหนียงหรือแก้ม อาการหน้าบวมอาจอยู่นานถึง 1-3 วัน ก่อนจะเริ่มบรรเทาลงไปเอง ซึ่งหากอาการบวมไม่มีท่าทีที่จะดีขึ้น หรือมีอาการปวดระบมมากขึ้น เราควรปรึกษาแพทย์ทันทีค่ะ

การฉีดสลายไขมันจะใช้เวลา 1-3 สัปดาห์ ในการทำงาน โดยเราจะรู้สึกได้ว่าบริเวณที่ฉีดดูกระชับขึ้น ซึ่งคุณหมอที่ดูแลอาจจะนัดมาฉีดเพิ่มเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เราอยากได้มากที่สุดค่ะ แต่ว่าต้องย้ำกันอีกทีว่า ผลลัพธ์ของการฉีดสลายไขมันขึ้นอยู่กับตัวบุคคล และการฉีดสลายไขมันก็เป็นแค่การลดไขมันเฉพาะจุดเท่านั้น ไม่ใช่วิธีการลดเปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกายค่ะ

ฉีดสลายไขมัน ราคาเท่าไร

ที่ EY Clinic มีสูตรยาฉีดสลายไขมันอยู่ 3 สูตรด้วยกัน แต่ละสูตรจะมีความแตกต่างตามด้านล่างนี้เลยค่ะ

สูตร Lipox เหมาะสำหรับคนที่มีแก้มและเหนียง ยกกระชับผิวได้ดีและไม่ทำให้เกิดอาการบวบแสบค่ะ

  • เริ่มต้นที่ 10cc ราคา 2,799 บาท
  • 20cc ราคา 4,999 บาท 
  • 30cc ราคา 6,999 บาท 

สูตร Mesofat Body เหมาะกับคนที่ต้องการลดสัดส่วน สามารถฉีดได้ทั้งบริเวณ ต้นแขน ต้นขา หน้าท้อง สะโพก 

  • เริ่มต้นที่ 35cc ราคา 7,999 บาท
  • ขวดละ 105cc ราคา 14,999 บาท 

สูตร Mesofat Premium เป็นตัวยาเกรดพรีเมียม เหมาะสำหรับฉีดสลายไขมันบริเวณแก้มและเหนียง ช่วยให้หน้าเรียว กระชับ และเห็นผลไวค่ะ

  • เริ่มต้นที่ขวดละ 10cc ราคา 5,599 บาท
  • ขวดละ 20cc ราคา 9,999 บาท 
  • ขวดละ 30cc ราคา 14,299 บาท 

ฉีดเมโสแฟตที่ EY Clinic

อย่างที่หมอผึ้งได้กล่าวไปว่า การฉีดสลายไขมันจะอันตรายมาก ๆ หากฉีดกับหมอที่ไม่ชำนาญหรือกับคลินิกที่ไม่ได้มาตรฐานค่ะ ซึ่งที่ EY Clinic ของเราใช้เมโสแฟตมีคุณภาพสูงที่ผ่านการรับรองมาตรฐานระดับโลกรวมถึงอย. ของประเทศไทย โดยเราไม่มีการเจือจางตัวยา หัตถการทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์มากกว่า 10 ปี มีการให้คำปรึกษาและการดูแลทั้งก่อนและหลังทรีทเมนต์ เพื่อมั่นใจว่าคุณได้ผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจและเหมาะสมที่สุดสำหรับคุณค่ะ

รีวิวจากผู้ใช้บริการจริง


ฉีดสลายไขมัน อันตรายไหม ไขข้อสงสัยเรื่องเมโสแฟต
Dr. Patnapa Vejanurug
Dec 25, 2023
ข้อห้าม หลังฉีดโบท็อกซ์ ทำอย่างไรให้โบอยู่นาน ไม่ไหล ไม่ย้อย
โบท็อกซ์ เมโส ฟิลเลอร์
ข้อห้าม หลังฉีดโบท็อกซ์ ทำอย่างไรให้โบอยู่นาน ไม่ไหล ไม่ย้อย
สำหรับใครที่กำลังจะเข้ารับการฉีดโบ หรือคนที่กำลังตัดสินใจ วิธีการดูแลตัวเองและข้อห้ามหลังฉีดโบท็อกซ์เป็นสิ่งที่คุณควรศึกษาไว้ก่อนค่ะ หมอผึ้งจะพาไปดูว่า หลังฉีดโบแล้ว เราไม่ควรทานอะไร ต้องงดแอลกอฮอล์นานแค่ไหน และทำอย่างไรไม่ให้โบท็อกซ์ไหลไปส่วนอื่นของใบหน้าค่ะ

ข้อห้าม หลังฉีดโบท็อกซ์ ทำอย่างไรให้โบอยู่นาน ไม่ไหล ไม่ย้อย

สำหรับใครที่กำลังจะเข้ารับการฉีดโบ หรือคนที่กำลังตัดสินใจ วิธีการดูแลตัวเองและข้อห้ามหลังฉีดโบท็อกซ์เป็นสิ่งที่คุณควรศึกษาไว้ก่อนค่ะ หมอผึ้งจะพาไปดูว่า หลังฉีดโบแล้ว เราไม่ควรทานอะไร ต้องงดแอลกอฮอล์นานแค่ไหน และทำอย่างไรไม่ให้โบท็อกซ์ไหลไปส่วนอื่นของใบหน้าค่ะ

ก่อนฉีดโบท็อกซ์ ควรรู้อะไรบ้าง

โบท็อกซ์ถือเป็นหนึ่งในทรีตเมนต์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในวงการเวชศาสตร์ความงาม และเป็นทรีตเมนต์ที่ครองใจใครหลาย ๆ คนที่มีปัญหากังวลใจเรื่องริ้วรอยบนใบหน้าค่ะ ไม่ว่าเป็นริ้วรอยหน้าผากย่น ตีนกา ร่องน้ำหมาก หรือ รอยย่นระหว่างคิ้วค่ะ ซึ่งก่อนจะตัดสินใจเข้าฉีดโบท็อกซ์ เราควรมีการเตรียมตัวดังนี้ค่ะ

ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับโบท็อกซ์

ก่อนฉีดโบท็อกซ์ เราควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับทรีตเมนต์ตัวนี้ให้ดีก่อน เพื่อให้มีข้อมูลเพียงพอในการประกอบการตัดสินใจ ศึกษาเกี่ยวกับวิธีการทำงานของโบท็อกซ์ ผลลัพธ์ของการรักษา วิธีการดูแลตัวเอง หลังฉีดโบท็อกซ์มีข้อห้ามอย่างไร รวมถึงราคาของการฉีดโบท็อกซ์ด้วยค่ะ

เลือกคลินิกที่ได้มาตรฐาน 

การเลือกใช้บริการกับคลินิกที่ผ่านการตรวจสอบของกระทรวงสาธารณสุข เป็นสิ่งที่หมอผึ้งย้ำเสมอไม่ว่าจะเป็นทรีตเมนต์ตัวไหนก็ตามค่ะ เนื่องจากห้องที่ใช้ทำหัตถการต้องเป็นห้องที่ปลอดเชื้อ มีการรักษาความสะอาดอย่างเคร่งครัดและมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางเป็นคนดำเนินการด้วยค่ะ

ใบหน้าของเราเป็นพื้นที่ที่เต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอยและเส้นประสาท การฉีดโบท็อกซ์จะควรถูกดำเนินการโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพและลดความเสี่ยงของผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ เช่น อาการตาตกเนื่องจากโบท็อกซ์ไหลไปยังกล้ามเนื้อรอบดวงตา อาการหน้าตึงเนื่องจากใช้โบท็อกซ์มากเกินไป หรืออาการมุมปากเบี้ยวเวลายิ้ม

ถ้าหมอที่ฉีดไม่มีประสบการณ์ ก็อาจทำให้เกิดการฉีดผิดชั้นผิวหรือใช้ในปริมาณที่ไม่เหมาะสม นอกจากนี้ การประเมินสภาพผิวก่อนฉีดก็เป็นอีกเรื่องสำคัญ โดยแพทย์จะเป็นคนให้คำปรึกษาและประเมินว่าปัญหาที่เรามีเหมาะกับทรีตเมนต์โบท็อกซ์หรือไม่ และควรเข้าฉีดบ่อยแค่ไหน หากเข้ารับบริการกับคลินิกที่ไม่มีแพทย์ประจำก็อาจทำให้เราเสียเงินไปโดยที่ไม่ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ

ปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ

อย่างที่หมอผึ้งได้กล่าวไว้ข้างต้นว่า การประเมินผิวก่อนการฉีดโบท็อกซ์เป็นขั้นตอนที่สำคัญ โดยคุณหมอจะให้คำปรึกษาและพิจารณาว่าโบท็อกซ์สามารถแก้ปัญหาผิวหรือให้ผลลัพธ์ที่เราอยากได้หรือไม่ นอกจากนี้เรายังควรต้องแจ้งคุณหมอเรื่องโรคประจำตัว และยาหรืออาการเสริมที่ใช้อยู่เป็นประจำเพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดอาการแทรกซ้อนและเพื่อให้ได้ผลลัพธ์อย่างเต็มประสิทธภาพ  

เลือกฉีดโบท็อกซ์แท้เท่านั้น

ในประเทศไทย โบท็อกซ์ถูกขึ้นทะเบียนเป็นยาควบคุมพิเศษที่สั่งได้โดยแพทย์เท่านั้น นั่นแปลว่าโบท็อกซ์ที่มีขายตามร้านค้าออนไลน์นั้นถือเป็นสินค้าผิดกฏหมาย และอาจเป็นโบท็อกซ์ปลอม ซึ่งหมอผึ้งบอกได้เลยว่าอันตรายมาก เพราะเราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าโบท็อกซ์ตัวนั้นมีส่วนผสมของอะไรบ้าง แต่หากเราใช้บริการกับคลินิกที่ได้มาตรฐานก็ไม่มีอะไรต้องกังวลค่ะ

วิธีการเช็คโบท็อกซ์แท้ สามารถทำได้ดังนี้: โบท็อกซ์แท้ที่ผ่านอย.แล้วจะมีเลขทะเบียนอย. ระบุอยู่ที่กล่อง มีเอกสารกำกับที่เป็นภาษาไทย และมีเลข LOT บนกล่องที่ตรงกับเลข LOT บนขวด ตัวยาที่อยู่ในขวดจะมีลักษณะเป็นผลึกอยู่ที่ก้นขวด ซึ่งหมอจะต้องใส่น้ำเกลือเข้าไปเพื่อดูดตัวยาออกมา โบท็อกซ์บางยี่ห้อเช่น Allergan จะมีสติกเกอร์ซีลอยู่ที่ฝากล่องเพื่อปกป้องการเปิดเพื่อสลับขวดยา 

ที่ EY Clinic จะมีบริการโบท็อกซ์ให้เลือกอยู่ 3 สัญชาติด้วยกัน: Allergan จากอเมริกา Nabota จากเกาหลี และ Xeomin จากเยอรมัน ซึ่งหมอผึ้งการันตีได้ว่าทุกทรีตเมนต์ที่คลินิกจะใช้ตัวยาเต็มปริมาณ ไม่มีการเจือจาง ไม่มีการผสมยาหลอก และมีคุณหมอเป็นคนฉีดทุกครั้งค่ะ

4 ข้อปฏิบัติเพื่อเตรียมผิวหน้าก่อนฉีดโบท็อกซ์

  1. งดใช้สกินแคร์หรือยาที่มีส่วนผสมของวิตามินเอ และ AHA ในช่วง 1-2 วันก่อนฉีด
  2. งดการทำทรีตเมนต์อื่น ๆ เช่นการสครับหน้า หรือ ลอกผิว ในช่วง 1-2 วันก่อนฉีด
  3. หลีกเลี่ยงการใช้ยาแก้ปวดในกลุ่ม NSAIDs และอาการเสริมที่มีวิตามินอีหรือน้ำมันปลาเป็นระยะเวลา 1 สัปดาห์ เพื่อลดการเกิดรอยฟกช้ำหลังจากการฉีดโบท็อกซ์
  4. หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 24 ชั่วโมงก่อนเข้ารับการฉีดโบท็อกซ์
  5. แจ้งให้แพทย์ทราบก่อนถึงประวัติการใช้ยาและโรคประจำตัว

โบท็อกซ์ไม่เหมาะกับใคร

  • ผู้ที่กำลังตั้งครรภ์หรือให้นมบุตรอยู่ 
  • ผู้ที่เคยมีประวัติเคยแพ้ส่วนผสมของโบท็อกซ์มาก่อน
  • ผู้ที่มีกำลังมีภาวะติดเชื้อหรือมีอาการอักเสบทางผิวหนังในบริเวณที่จะฉีดโบท็อกซ์
  • ผู้ที่มีภาวะกลืนลำบาก (Dysphagia)
  • ผู้ที่ป่วยเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง

ถึงโบท็อกซ์เป็นหัตถการที่ทำได้ง่ายและมีความเสี่ยงต่ำ แต่หมอผึ้งขอย้ำว่า เราควรแจ้งแพทย์ให้รู้ถึงประวัติการใช้ยาและโรคประจำตัวของเราก่อนจะตัดสินใจรับการฉีดโบท็อกซ์เสมอ 

ข้อห้าม หลังฉีดโบท็อกซ์

หลังจากฉีดโบท็อกซ์แล้วเราจะสามารถสังเกตการเปลี่ยนแปลงได้ในช่วงเวลา 2-7 วันแรกค่ะ และเห็นผลลัพธ์อย่างเต็มที่ภายใน 1-2 สัปดาห์ ซึ่งผลลัพธ์ตรงนี้จะอยู่ได้เฉลี่ยประมาณ 3-6 เดือน ขึ้นอยู่กับตัวบุคคลและบริเวณที่ฉีด 

ฉีดโบท็อกซ์แล้ว หน้าบวมไหม

หลังจากฉีดโบท็อกซ์แล้ว บริเวณที่ฉีดอาจมีอาการฟกช้ำ ปวดระบม และบวมหรือนูนเล็กน้อย ซึ่งอาการเหล่านี้จะค่อย ๆ บรรเทาลงไปเองภายในคืนแรก โดยเราสามารถใช้วิธีประคบเย็นเพื่อลดอาการปวดบวมได้; ใช้ผ้าสะอาดห่อน้ำแข็งและประคบบริเวณที่ฉีดอย่างเบามือโดยไม่กดหรือนวด

ฉีดโบท็อกซ์ เคี้ยวหมากฝรั่งได้ไหม

หมอแนะนำว่า เราควรขยับกล้ามเนื้ออย่างต่อเนื่อง เช่น การเคี้ยวหมากฝรั่งเป็นเวลาอย่างน้อย 30 นาทีหลังฉีดโบท็อกซ์เพื่อให้ยากระจายเข้าสู่กล้ามเนื้อที่เราต้องการได้ทั่วบริเวณ โดยเฉพาะกับคนที่ฉีดโบท็อกซ์บริเวณกราม 

ฉีดโบท็อกซ์วันแรก ห้ามทำอะไร

หมอผึ้งขอกำชับว่า ห้ามนอนราบในช่วง 4-5 ชั่วโมงแรกหลังฉีดโบท็อกซ์ และพยายามก้มหน้าให้น้อยที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้โบท็อกซ์ไหลหรือกระจายไปสู่บริเวณที่เราไม่ต้องการ และไม่การกด นวด หรือลงน้ำหนักในบริเวณที่ฉีดมากเกินไปในช่วง 24 ชั่วโมงหลังฉีด

ฉีดโบท็อกซ์ แต่งหน้า ทาสกินแคร์ได้ไหม

เพื่อลดโอกาสการอักเสบติดเชื้อของรอยเข็ม หมอผึ้งแนะนำว่าควรงดการทาสกินแคร์และการแต่งหน้าเป็นเวลา 24 ชั่วโมงหลังจากฉีดโบท็อกซ์ ทั้งนี้เรายังสามารถล้างหน้าได้ตามปกติ โดยเว้นเวลาอย่างน้อย 4-6 ชั่วโมงก่อนที่จะล้างหน้า เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าสูตรอ่อนโยน และซับหน้าให้แห้งหลังล้าง

ฉีดโบท็อกซ์ ออกกำลังกายได้ไหม

การออกกำลังกายเป็นประจำถือเป็นกิจวัตรที่ดี แต่หมอผึ้งขอแนะนำว่าควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายในช่วง 24-48 ชั่วโมงหลังฉีดโบท็อกซ์ โดยเฉพาะในช่วง 4-5 ชั่วโมงแรก ควรงดออกกำลังกายอย่างเด็ดขาด แม้แต่การออกกำลังการเบา ๆ อย่างโยคะหรือพิลาทีส เนื่องจากกิจกรรมเหล่านี้อาจทำให้สารโบท็อกซ์กระจายตัวไปสู่มัดกล้ามเนื้อที่เราไม่ต้องการ ทำให้เกิดเป็นผลข้างเคียงอย่าง อาการตาตก หรืออาการกลืนยาก นอกจากนี้ เหงื่อที่ออกยังทำให้แผลจากรอยเข็มเสี่ยงต่อการติดเชื้อด้วย

นอกจากการออกกำลังกายแล้ว กิจกรรมอื่น ๆ ที่ทำให้เหงื่อออกมาก อย่างเช่น การอบซาวน่า กิจกรรมกลางแจ้ง หรือแม้แต่การปรุงอาหารหน้าเตาร้อนก็ควรหลีกเลี่ยงเช่นกัน

ฉีดโบท็อกซ์ งดแอลกอฮอล์กี่วัน

หลังฉีดโบท็อกซ์แล้ว ควรงดการดื่มแอลกอฮอล์เป็นเวลา 1-2 สัปดาห์ โดยเฉพาะในช่วง 2-3 วันแรก เนื่องจากแอลกอฮอล์มีผลทำให้เลือกสูบฉีดและทำให้เลือดแข็งตัวช้าลง ซึ่งอาจทำให้แผลรอยเข็มฟกช้ำมากกว่าเดิมหรือมีอาการบวมมากขึ้น นอกจากนี้แอลกอฮอล์ยังทำให้แผลหายช้า และเป็นตัวทำลายภูมิคุ้มกันของร่างกาย ซึ่งทำให้แผลรอยเข็มของเราเสี่ยงต่อการติดเชื้อ

ฉีดโบท็อกซ์ ห้ามกินอะไรบ้าง

หมอผึ้งขอบอกก่อนว่า อาหารเหล่านี้ไม่ได้เข้าไปทำปฏิกริยากับโบท็อกซ์หรือทำให้โบท็อกซ์หมดฤทธิ์แต่อย่างไร แต่เป็นเพียงอาหารที่ควรงดในช่วง 1-2 สัปดาห์แรกหลังฉีดเพื่อช่วยให้ร่างกายได้รักษาแผลที่เกิดจากเข็มโบท็อกซ์ได้อย่างเต็มที่  

อาหารปิ้งย่าง ชาบู หรืออาหารที่ทำให้เราต้องนั่งหน้าเตาร้อน ๆ 

ความร้อนจะทำให้หลอดเลือดขยายตัวมีผลทำให้อาการช้ำเข็มและอาการบวมแย่ลง อีกทั้งเหงื่อที่ออกยังเป็นตัวนำเชื้อโรคเข้าสู่รอยเข็มซึ่งอาจนำไปสู่การติดเชื้อทางผิวหนัง 

อาหารดิบหรือกึ่งสุกกึ่งดิบ

อาหารดิบ หรือ ของดิบ ๆ สุก ๆ ที่ปรุงมาไม่ดีหรือไม่สะอาดมักทำให้เกิดอาการท้องเสียหรือเกิดภาวะอาหารเป็นพิษ และอาจเป็นตัวนำเชื้อโรคเข้าสู่กระแสเลือด

อาหารหมักดอง

อาหารจำพวกผักดอง ผลไม้ดอง และปลาร้า หากถูกหมักอย่างไม่ถูกสุขอนามัย ก็สามารถเป็นตัวนำเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายของเราได้

อาหารที่มีไขมันและน้ำตาลสูง เช่น โรตี ชานมไข่มุก

ของทอด ของมัน และของหวานมีส่วนทำให้เซลล์เกิดการอักเสบซึ่งทำให้กระบวนการการสมานแผลช้าลงและยังมีสารอนุมูลอิสระที่ซึ่งเป็นตัวทำลายเซลล์ ในช่วงหลังฉีดโบท็อกซ์จึงแนะนำให้งดอาหารประเภทนี้

ข้อห้าม หลังฉีดโบท็อกซ์เกี่ยวกับยาและอาหารเสริม

หลังจากฉีดโบท็อกซ์แล้ว หมอผึ้งอยากแนะนำให้หลีกเลี่ยงยาและอาหารเสริมประเภทต่อไปนี้ในช่วง 24 ชั่วโมงหลังฉีดโบท็อกซ์เพื่อลดความเสี่ยงของอาการข้างเคียง

  • ยาแก้ปวดในกลุ่ม NSAIDs ที่มีผลทำให้เลือดแข็งตัวช้าลง เช่น Ibuprofen, Naproxen, และ Aspirin - หากจำเป็นต้องใช้ยาแก้ปวดจริง ๆ หมอแนะนำให้ใช้เป็นพาราเซตามอลแทนค่ะ
  • อาหารเสริมที่มีโอเมก้า 3 กิงโกะ และวิตามี อี เนื่องจากสารอาหารเหล่านี้ผลทำให้เลือกแข็งตัวช้า

ฉีดโบท็อกซ์ ราคาเท่าไร

ที่ EY Clinic มีโบท็อกซ์อยู่ 3 สัญชาติที่พร้อมให้บริการค่ะ ได้แก่ Allergan จากสหรัฐอเมริกา, Nabota จากเกาหลี และ Xeomin จากเยอรมัน ซึ่งแต่ละตัวจะมีแพ็คเกจที่ต่างกันค่ะ

  • Nabota เริ่มต้นที่ 150 บาท ต่อ 1 unit และ 4,999 บาท ต่อ 50 unit
  • Allergan เริ่มต้นที่ 11,999 บาท ต่อ 50 unit
  • Xeomin เริ่มต้นที่ 15,999 บาท ต่อ 100 unit 

โดยคุณสามารถดูรายละเอียดและแพ็กเกจเพิ่มเติมได้ที่นี่และแวะมาปรึกษาหมอก่อนตัดสินใจได้ที่ EY Clinic ค่ะ 

ฉีดโบท็อกซ์อย่างปลอดภัยที่ EY Clinic

ที่ EY Clinic เราเคร่งครัดในเรื่องของมาตรฐานความปลอดภัยและความพึงพอใจของผู้รับบริการเสมอค่ะ เลือกฝากใจไว้กับคลินิกของเราที่มีทีมแพทย์เฉพาะทาง ทุกท่านมีประสบการณ์มากกว่า 10 ปี ในการทำหัตถการความงาม หมดกังวลเรื่องความปลอดภัยและเรื่องใช้ตัวยาปลอมแน่นอนค่ะ หมอผึ้งเองมีประสบการณ์การฉีดโบท็อกซ์มาแล้วกว่า 14 ปี และยังเป็นอาจารย์แพทย์ ณ สภาบันโรคผิวหนัง ยินดีตอบคำถาม ไขข้อสงสัย และดูแลให้คุณได้ผลลัพธ์ที่คุณต้องการค่ะ

รีวิวจากผู้ใช้บริการจริง

ข้อห้าม หลังฉีดโบท็อกซ์ ทำอย่างไรให้โบอยู่นาน ไม่ไหล ไม่ย้อย
Dr. Patnapa Vejanurug
Dec 19, 2023
รีจูรัน (Rejuran ©) คืออะไร? ไขความลับนวัตกรรมชุบผิวฉ่ำ ใส ไร้รอยสิว จากประเทศเกาหลี
โบท็อกซ์ เมโส ฟิลเลอร์
รีจูรัน (Rejuran ©) คืออะไร? ไขความลับนวัตกรรมชุบผิวฉ่ำ ใส ไร้รอยสิว จากประเทศเกาหลี
ในบทความนี้ หมอผึ้งจะมาสรุปคร่าว ๆ ว่า ทรีทเมนต์ รีจูรัน ตัวนี้คืออะไร ช่วยให้หน้าเราอิ่มฟูได้อย่างไร และหมอยังรวบรวมข้อควรรู้ต่าง ๆ ของนวัตกรรมเกาหลีตัวนี้มาให้อ่านกันด้วย

รีจูรัน (Rejuran ©) คืออะไร? ไขความลับนวัตกรรมชุบผิวฉ่ำ ใส ไร้รอยสิว จากประเทศเกาหลี

เทรนด์หน้ากระจกหรือหน้าวาวฉ่ำน้ำกำลังเป็นเทรนด์ความงามที่ได้รับความนิยมสูงมากในประเทศไทย ซึ่งหนึ่งในทรีตเม้นต์ที่จะเสกหน้าให้เด้งฟู อิ่มน้ำได้ในเวลาสั้น ๆ ก็คงจะไม่พ้น รีจูรัน (Rejuran ©) เคล็ดลับความงามจากประเทศที่ช่วยกู้เซลล์ผิวและฟื้นฟูใบหน้าให้เต่งตึง กระจ่างใส ในบทความนี้ หมอผึ้งจะมาสรุปคร่าว ๆ ว่า ทรีทเมนต์ รีจูรัน ตัวนี้คืออะไร ช่วยให้หน้าเราอิ่มฟูได้อย่างไร และหมอยังรวบรวมข้อควรรู้ต่าง ๆ ของนวัตกรรมเกาหลีตัวนี้มาให้อ่านกันด้วย

รีจูรัน (Rejuran ©) คืออะไร

หลายคนอาจจะเข้าใจว่า รีจูรันก็เหมือนฟิลเลอร์ที่ฉีดเพิ่มให้หน้าดูฟู ดูอิ่มน้ำ แต่อันที่จริงแล้วรีจูรันคือสารสกัดโพลีนิวคลีโอไทด์จากปลาแซลม่อน นวัตกรรมจากประเทศเกาหลีที่ช่วยในเรื่องของการฟื้นฟู ปรับสมดุล และคืนความอ่อนวัยให้ผิวหน้า โดยมีงานวิจัยรับรองแล้วว่ารีจูรันสามารถช่วยลดปัญหาริ้วรอย ปัญหาผิวหมองคล้ำขาดความชุ่มชื้น และคืนความอ่อนวัย (Rejuvenation) ให้ผิวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

รีจูรัน ทำงานอย่างไร

รีจูรันเป็นสารโพลีนิวคลีโอไทด์ (Polynucleotide หรือ PN) บริสุทธิ์ที่สกัดมาจากปลาแซลม่อน ซึ่งหมอจะขออธิบายคำว่าโพลีนิวคลีโอไทด์ ก่อน: โพลีนิวคลีโอไทด์คือสารประกอบตามธรรมชาติที่พบได้ในร่างกายของสิ่งมีชีวิต มีหน้าที่ควบคุมการทำงานและการเจริญเติบโตของเซลล์ตั้งแต่ระดับพันธุกรรม (ดีเอ็นเอของเราก็เป็นโพลีนิวคลีโอไทด์)

รีจูรัน ก็คือชิ้นส่วนโพลีนิวคลีโอด์ที่ดึงออกมาจากดีเอ็นเอของปลาแซลม่อน ซึ่งจะเข้าไปทำงานตามกระบวนการต่อไปนี้

  • กระตุ้นกระบวนการผลิตเซลล์ผิวใหม่ โดยเฉพาะเซลล์ Fibroblast ที่มีหน้าที่ผลิตคอลลาเจน โดยเป็นทำงานในระดับดีเอ็นเอ 
  • ทำให้เกิดหลั่ง Growth Factor ที่ช่วยในการซ่อมแซมและสร้างเนื้อเยื่อใหม่
  • มีคุณสมบัติในการลดการอักเสบ (Anti-inflammatory effects)
  • โพลีนิวคลีโอไทด์เข้าไปช่วยเสริมโครงสร้างให้สารเคลือบเซลล์ (Extracellular matrix หรือ ECM) และช่วยกระตุ้นการผลิตคอลลาเจนและอีลาสตินทำให้ผิวมีความยืดหยุ่น ซึ่งงานวิจัยจากเกาหลีค้นพบว่า รีจูรันมีประสิทธิภาพในเพิ่มความยืดหยุ่นและเรียบเนียนให้กับผิวมากกว่าฟิลเลอร์
  • ช่วยให้ผิวชั้นหนังกำพร้า (Epidermis) และชั้นหนังแท้ (Dermis) หนาตัวขึ้น ซึ่งเป้นการสร้างเกราะป้องกันให้ผิวจากสิ่งแวดล้อม เช่น ฝุ่นควัน มลภาวะและแสงยูวีที่ทำให้หน้าแก่เร็ว 
  • กระตุ้นการสร้างเส้นเลือดฝอยใหม่ (Angiogenesis) ซึ่งช่วยในการสมานแผลและหล่อเลี้ยงให้เซลล์ทำงานได้อย่างเต็มที่

ชิ้นส่วนโพลีนิวคลีโอด์ในรีจูรันได้รับการรับรองแล้วว่า ปลอดภัยและทำงานเข้ากับร่างกายมนุษย์ได้ดี โดยไม่เกิดอันตราย และจะย่อยสลายไปตามกระบวนทางธรรมชาติเมื่อหมดอายุการใช้งาน โดยไม่ต้องกังวลว่าจะมีสารตกค้างสะสมในร่างกาย

รีจูรันช่วยเรื่องอะไรบ้าง

  • ปรับสมดุลให้ผิวและช่วยให้ผิวชุ่มชื้นอยู่ตลอดเวลา โดยสามารถเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวถึง 14.69 % หลังจบทรีทเมนต์
  • กระชับรูขุมขน 
  • ช่วยให้ริ้วรอยดูตื้นขึ้น
  • เพิ่มความยืดหยุ่น (Elasticity) โดยให้ผิวมากถึง 21.78% หลังจบทรีทเมนต์
  • แก้ปัญหาผิวหน้ามัน
  • ช่วยกำจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว
  • ยกกระชับใบหน้าให้ดูอ่อนเยาว์อยากเป็นธรรมชาติ
  • สร้างเกราะป้องกันที่ปกป้องผิวต่อมลภาวะ แสงแดด และปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมต่าง ๆที่ทำให้ผิวเสื่อมสภาพเกินอายุ

รีจูรัน มีกี่ประเภท

รีจูรันที่อยู่ในท้องตลาดตอนนี้จะมี Rejuran Healer, Rejuran S, และ Rejuran I ซึ่งแต่ละตัวเป็นโพลีนิวคลีโอไทด์เหมือนกัน แต่จะถูกออกแบบมาเพื่อแก้ไขปัญหาคนละจุดกัน Rejuran S จะมีความเข้มข้นและเนื้อที่หนืดกว่า Rejuran Healer ซึ่งทำให้รุ่นนี้แก้ปัญหาแผลเป็นจากสิวได้ดี ส่วน Rejuran I จะมีเนื้อที่เบาบางซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อช่วยแก้ปัญหาริ้วรอยในพื้นที่ละเอียดอ่อนอย่าง ผิวรอบดวงตาและเปลือกตา

รีจูรัน เหมาะกับใครบ้าง

Rejuran Healer เหมาะกับ:

  • คนที่มีผิวมันหรือแห้ง ขาดความสมดุล
  • คนที่มีผิวบางและผิวแพ้ง่าย
  • คนที่ปัญหาผิวหน้าหมองคล้ำ ไม่สดใส
  • คนที่ต้องการกระชับรูขุมขน
  • คนที่มีปัญหาริ้วรอย
  • คนที่ต้องการผิวที่เต่งตึง อิ่มน้ำและกระจ่างใส
  • คนที่ต้องการการฟื้นฟูแบบรวดเร็ว เห็นผลไว
  • คนที่ต้องการคืนความออ่นวัยให้ผิวอย่างเป็นธรรมชาติ

Rejuran S เหมาะกับ:

  • คนที่มีแผลเป็นทั่วไปบนใบหน้า
  • คนที่มีปัญหาเรื่องหลุมสิว
  • คนที่มีแผลเป็นที่มีลักษณะเป็นรอยบุ๋ม

Rejuran I เหมาะกับ:

  • คนที่มีริ้วรอยรอบดวงตา
  • คนที่มีปัญหาใต้ตาคล้ำจากภูมิแพ้หรือกรรมพันธุ์
  • คนที่มีรอยย่นบนเปลือกตา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ไม่สามารถแก้ไขด้วยฟิลเลอร์ได้

ฉีดรีจูรัน กี่วันเห็นผล อยู่ได้นานแค่ไหน

สำหรับคนที่เริ่มฉีดรีจูรันครั้งแรก หมอผึ้งขอแนะนำว่าให้ฉีด 3-4 ครั้ง โดยเว้นระยะห่าง 2-3 สัปดาห์ต่อครั้ง เราจะสามารถเห็นความเปลี่ยนแปลงได้ตั้งแต่ 3-5 วันหลังฉีดครั้งแรก การฟื้นฟูซ่อมแซมผิวเบื้องต้นจะใช้เวลาประมาณ 4 สัปดาห์ ซึ่งเราจะรู้สึกได้ว่าผิวเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ

ในช่วง 1 สัปดาห์แรกหลังฉีดเข็มสุดท้ายไปแล้ว จะเห็นได้ชัดเจนว่า ผิวมีความกระจ่างใส ชุ่มชื้น ริ้วรอยลดลง รูขุมขนกระชับขึ้น และผิวมีสุขภาพดีขึ้น ซึ่งหลังจากนี้เราสามารถกลับมาฉีดได้อีกทุก ๆ 3-6 เดือนเพื่อคงผลลัพธ์

การฉีดรีจูรันเป็นอย่างไร ฉีดครั้งละกี่ cc

หมอเริ่มต้นทรีตเมนต์ด้วยการให้ยาชาก่อน ซึ่งอาจใช้เวลา 30-45 นาทีในการออกฤทธิ์ จากนั้นก็จะเริ่มการฉีดรีจูรันเข้าชั้นหนังแท้ (Dermis) ด้วยเข็มขนาดเล็กโดยจะฉีดเป็นจุด ๆ ทั่วใบหน้าตั้งแต่ หน้าผาก ขมับ ระหว่างคิ้ว แก้ม รอบริมฝีปาก ไปจนถึงกราม หลังจากฉีดแล้ว จะทิ้งรอยเข็มที่มีลักษณะเหมือนจุดไข่ปลาเล็ก และจะใช้รีจูรันอยู่ที่ 2 cc 

หลังฉีดรีจูรันแล้ว ต้องดูแลตัวเองอย่างไร

อาการหลังฉีดรีจูรันจะคล้ายกับอาการหลังฉีดฟิลเลอร์ นั่นก็คือ บวมแดง ช้ำ และเจ็บระบมเล็กน้อย บางคนอาจจะรู้สึกว่าหน้าแห้ง ซึ่งอาการเหล่านี้จะหายไปเองภายใน 1-3 วัน หลังฉีดรีจูรันแล้วเราสามารถดูแลตัวเองได้ดังนี้

  • ทำความสะอาดใบหน้าด้วยผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยนต่อผิว แต่ควรรอหลังฉีด 4-6 ชั่วโมงก่อนจะล้างหรือเช็ดหน้า
  • งดใช้เครื่องสำอางเป็นเวลาอย่างน้อย 24 ชั่วโมงหลังฉีด
  • หลีกเลี่ยงการออกกำลังกาย กิจกรรมออกแดด และการอบซาวน่าเป็นเวลา 48-72 ชั่วโมง
  • งดแว็กซ์ขนหรือทำทรีทเมนต์กำจัดขนด้วยเลเซอร์ ในช่วงที่ฉีดรีจูรัน หากจำเป็นต้องทำ ควรทำเป็นเวลา 1-2 สัปดาห์ก่อนฉีด

รีจูรันฉีดพร้อมโบท็อกซ์-ฟิลเลอร์ได้ไหม

โดยหลักการแล้ว ทรีตเมนต์เหล่านี้สามารถทำพร้อมกันได้ ตัวฟิลเลอร์เป็นไฮยาลูรอนิก แอซิดที่มาเข้าเติมเต็มปริมาตรของผิว ทำให้หน้าดูมีเนื้อ เต็มอิ่มและชุ่มชื้น และโบท็อกซ์ทำงานผ่านระบบประสาทของกล้ามเนื้อ ซึ่งช่วยแก้ปัญหาเรื่องความหย่อนคล้อยและริ้วรอย ทรีตเมนต์เหล่านี้จะแก้ปัญหาคนละจุดเมื่อเทียบกับรีจูรัน แต่หมออยากจะแนะนำว่า ไม่ควรทำทั้งสองตัวในวันเดียวกันเพราะจะทำให้เจ็บระบมและช้ำหลังฉีดมากเกินไป และควรเว้นระยะระหว่างทรีตเมนต์แต่ละตัวอย่างน้อย 1-2 สัปดาห์

ข้อจำกัด-ข้อควรระวัง: ใครไม่ควรฉีดรีจูรัน

  1. ผู้ที่มีอาการแพ้อาหารทะเลไม่ควรฉีด เนื่องจากรีจูรันเป็นสารที่สกัดมาจากปลาแซลม่อน
  2. ผู้ที่กำลังให้นมบุตรหรือกำลังตั้งครรภ์ยังไม่ฉีด ทั้งนี้ไม่ใช่ว่ารีรันเป็นอันตรายต่อเด็กแต่เป็นเพราะยังไม่มีการทดลองทางคลินิกมากพอที่จะประเมินผลข้างเคียงในคนกลุ่มนี้
  3. ผู้ที่ใช้ยาที่มีผลทำให้เลือดแข็งตัวช้า (Blood-thinners) ซึ่งได้แก่ ยาวาร์ฟาริน, ยากลุ่ม NSAIDS เช่น แอสไพริน ไอบูโพรเฟน นาพรอกเซนและ พอนแสตน 
  4. ผู้ที่รับประทานอาหารเสริมหรือสมุนไพรที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือดเช่น จินเส็ง และ พริมโรส-ออยล์ ควรงดใช้สมุนไพรเหล่านี้เป็นเวลา 1 สัปดาห์ก่อนฉีด
  5. ผู้ที่กำลังมีภาวะการอักเสบหรือติดเชื้อทางผิวหนังไม่ควรฉีด
  6. ผู้ที่เคยฉีดสารกระตุ้นคอลลาเจน (Collagen Stimulators) อย่าง Sculptra และ Elllansé มาก่อน

หมอผึ้งอยากจะย้ำว่าการทำหัตถการความงาม ไม่ว่าจะเป็นการฉีดรีจูรัน ฟิลเลอร์ โบท็อกซ์ หรือเมโส เราควรเลือกคลินิกที่มีความเชื่อถือและได้มาตรฐาน มีแพทย์ประจำคลินิกที่สามารถให้คำปรึกษากับเราได้ เนื่องจากทุกหัตถการควรอยู่ภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้มั่นใจว่าจะปลอดภัยและได้ผลลัพธ์อย่างที่เราต้อง

และอย่าลืมแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับโรคประจำตัวและยาที่ใช้อยู่เป็นประจำให้แพทย์ทุกครั้งก่อนรับการรักษาด้วย

รีจูรันกับฟิลเลอร์

ฟิลเลอร์ที่ถูกกฎหมายในประเทศไทยจะเป็นไฮยาลูรอนิก แอซิด (Hyaluronic acid หรือ HA) ซึ่งทำงานโดยการเข้าไปเติมเต็มชั้นผิวให้มีความยืดหยุ่น ชุ่มชื้นและเต่งตึง ซึ่งจะเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่เหมือนกับโพลีนิวคลีโอไทด์ของรีจูรัน เมื่อเทียบกับแล้วฟิลเลอร์มีประสิทธิภาพในการกระตุ้นการเกิดใหม่ของเซลล์ และการผลิตคอลลาเจนที่ด้อยกว่ารีจูรัน

แต่สิ่งที่รีจูรันทำไม่ได้เหมือนฟิลเลอร์คือการเพิ่มความอวบอิ่มและ “ปั้น” รูปหน้า การฉีดแก้มส้ม หน้าผากนูน ปรับรูปคาง เติมร่องแก้ม และฉีดปากนั้นจำเป็นต้องเป็นฟิลเลอร์เท่านั้น ดังนั้น หมอขอสรุปว่า ทั้งฟิลเลอร์และรีจูรันมีประโยชน์ต่างกัน ซึ่งเราควรปรึกษาแพทย์เพื่อประกอบการตัดสินใจได้ก่อนทำทรีตเมนต์

รีจูรันกับเมโสหน้าใส

หมอผึ้งขอสรุปง่าย ๆ ว่าเมโสก็เหมือนการให้อาหารผิวและรีจูรันเหมือนการฉีดสารสกัดจากปลาบูสต์การทำงานของเซลล์ เมโสหน้าใส (Mesotherapy) เป็นการฉีดค็อกเทลที่ประกอบไปด้วยวิตามิน เอนไซม์ แร่ธาตุและสารบำรุงต่าง ๆ เข้าสู่ชั้นผิว ซึ่งแตกต่างจากรีจูรันที่เน้นกระตุ้นการทำงานของเซลล์ที่เรามีอยู่แล้วมากกว่า นอกจากนี้เมโสยังเป็นทรีตเมนต์ที่ต่างกันไปในแต่ละบุคคล โดยหมอจะพิจารณาถึงผิว อายุ ไลฟ์สไตล์ และผลลัพธ์คุณอยากได้เพื่อผสมค็อกเทลวิตามินออกมา เพื่อให้การรักษามีประสิทธิภาพและเป็นประโยชน์สูงสุด 

ประโยชน์ของเมโสหน้าใสก็จะคล้ายกับรีจูรันในบางส่วน เช่น สามารถบำรุง ฟื้นฟูผิว ลดรอยดำรอยแดง และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน แต่ช้อยส์ของการเลือกทำรีจูรันหรือเมโสย่อมขึ้นอยู่กับผลลัพธ์ที่แต่ละคนอยากได้ และการพิจารณาแพทย์ผู้ดูแลเคสของเรา

ฉีด รีจูรัน ที่ไหนดี

ก่อนตัดสินใจฉีดรีจูรันหรือรับทรีตเมนต์ใด ๆ ก็ตาม หมอผึ้งอยากให้ทุกคนคำนึงถึงความปลอดภัยก่อน ในปัจจุบันนี้ เราจะเห็นว่าผลิตภัณฑ์ความงามที่เป็นของปลอมนั้นมีอยู่มากมายในท้องตลาด รวมไปถึงคลินิกความงามที่จ้างหมอปลอมหรือหมอกระเป๋าก็มีออกข่าวอยู่ตลอด เราจึงควรศึกษาข้อมูลของคลินิกที่เราจะเข้ารับบริการก่อนอยู่เสมอ ตรวจเช็กป้ายชื่อ เลขที่ใบอนุญาต 11 หลักในคลินิก รีวิวจากผู้ใช้จริง และเลือกคลินิกที่มีแพทย์ประจำผู้มีความรู้เฉพาะทาง ซึ่งก่อนฉีดหมอควรนำผลิตภัณฑ์ออกกล่องให้เราเห็น เพื่อพิสูจน์ว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่แท้จริง ไม่มีการสลับสับเปลี่ยน และไม่มีการเจือจางตัวยา

หากคุณยังมีข้อสงสัย ไม่แน่ใจว่ารีจูรันจะเหมาะกับปัญหาผิวของคุณไหมหรืออยากกู้ผิวหน้าตัวเองแต่ไม่รู้จะเริ่มอย่างไรดี ลองมาฝากใจไว้กับ EY Clinic หมอผึ้งและทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทุกคนยินดีมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับคุณและดูแลให้คุณมีผิวที่สุขภาพดีไปนาน ๆ

รีวิวจากผู้ใช้บริการจริง

รีจูรัน (Rejuran ©) คืออะไร? ไขความลับนวัตกรรมชุบผิวฉ่ำ ใส ไร้รอยสิว จากประเทศเกาหลี
Dr. Patnapa Vejanurug
Oct 16, 2023
โบท็อกซ์กับฟิลเลอร์ ต่างกันยังไง อันไหนดีกว่า?
โบท็อกซ์ เมโส ฟิลเลอร์
โบท็อกซ์กับฟิลเลอร์ ต่างกันยังไง อันไหนดีกว่า?
ในบทความนี้ EY Clinic หมอผึ้งจะมาไขข้อสงสัยและแจกแจงให้ได้เข้าใจกันว่า โบท็อกซ์กับฟิลเลอร์ต่างกันอย่างไร อันไหนดีกว่า และจะตัดสินใจเลือกฉีดได้อย่างไร

โบท็อกซ์กับฟิลเลอร์ ต่างกันยังไง อันไหนดีกว่า?

ทั้งโบท็อกซ์และฟิลเลอร์เป็นทรีตเมนต์เพื่อความสวยของที่ทำได้ง่าย ปลอดภัย และมีผลข้างเคียงเพียงน้อยนิด แต่หัตถการทั้งสองตัวนี้แท้จริงแล้วต่างกันมากน้อยแค่ไหน แก้ปัญหาได้เหมือนกันหรือไม่ และเราในฐานะผู้บริโภคควรเลือกฉีดตัวไหนดี ในบทความนี้ EY Clinic หมอผึ้งจะมาไขข้อสงสัยและแจกแจงให้ได้เข้าใจกันว่า โบท็อกซ์กับฟิลเลอร์ต่างกันอย่างไร อันไหนดีกว่า และจะตัดสินใจเลือกฉีดได้อย่างไร

โบท็อกซ์ (Botox) คืออะไร

โบท็อกซ์เป็นตัวเลือกยอดฮิตสำหรับคนมีปัญหาและความกังวลเรื่องริ้วรอย ตีนกา และใบหน้าที่หย่อนคล้อย ไม่กระชับ โบท็อกซ์ แท้จริงแล้วคือชื่อทางการค้าของสาร โบทูลินัม ท็อกซิน เอ (Botulinum toxin A) ที่ถูกออกฤทธิ์กับเซลล์ประสาทของเรา ถึงจะขึ้นชื่อว่า ท็อกซิน แต่ก็ไม่เป็นอันตรายหากถูกฉีดโดยแพทย์ผู้มีประสบการณ์ สารตัวนี้จะเข้าไปจับกับสารสื่อประสาท (Neurotransmitter) บริเวณปลายประสาทส่วนกล้ามเนื้อ ส่งผลให้กล้ามเนื้อเคลื่อนไหวน้อยลงและไม่หดเกร็ง เหมือนเป็นการฟรีซกล้ามเนื้อเฉพาะจุดไว้ชั่วคราว

โบท็อกซ์เริ่มออกฤทธิ์ภายใน 2-3 วันหลังจากที่ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ แล้วจะเริ่มเห็นผลได้ชัดเจนที่สุดในช่วง 1-2 สัปดาห์แรก และมีคงผลลัพธ์ได้นาน 3-4 เดือน ก่อนที่จะสลายตัวไปตามกระบวนทางธรรมชาติของร่างกายโดยไม่ทิ้งสารตกค้าง

ฟิลเลอร์ (Filler) คืออะไร

ฟิลเลอร์ แปลว่า สารเติมเต็ม ซึ่งเป็นคำนิยามที่ดีที่สุดของทรีตเมนต์ประเภทนี้ ฟิลเลอร์ที่ได้รับความนิยมที่สุดคือ สารไฮยาลูรอนิก แอซิด (Hyaluronic acid) ที่ช่วยเติมเต็มชั้นผิวและช่วยกักเก็บความชุ่มชื่นให้เซลล์ ทำให้ใบหน้าดูอิ่มน้ำ อ่อนวัย และลดปัญหาริ้วรอย

ตัวไฮยาลูรอนิก แอซิดเป็นสารที่พบได้ตามส่วนต่าง ๆ ในร่างกายของเราและฟิลเลอร์ที่เป็นไฮยาก็สามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติหลังจากฉีดไปแล้ว โดยฟิลเลอร์จะใช้เวลาประมาณ 7-14 วันเพื่อเซตตัว และผลลัพธ์สามารถคงอยู่ได้นานตั้งแต่ 6 เดือน – 2 ปี ขึ้นอยู่กับรุ่นและแบรนด์ที่เราเลือก

นอกจากนี้ หากฉีดฟิลเลอร์แล้วเกิดอาการอักเสบ จับตัวเป็นก้อน หรือให้ผลลัพธ์ที่ไม่เป็นที่พอใจ เราสามารถฉีดเอนไซม์ไฮยาลูรอนิเดส (Hyaluronidase) ซึ่งเป็นสารที่จะเข้าไปสลายฟิลเลอร์และทำให้ฟิลเลอร์ยุบตัวในเวลาเพียง 1-2 วัน

โบท็อกซ์กับฟิลเลอร์ ต่างกันอย่างไร

โบท็อกซ์กับฟิลเลอร์เป็นผลิตภัณฑ์สองตัวที่มีกลไกการทำงานต่างกันโดยสิ้นเชิงและแก้ปัญหาได้คนละจุด ตารางด้านล่างนี้ได้สรุปความแตกต่างที่ทุกคนควรรู้ก่อนตัดสินใจรับทรีตเมนต์ทั้งสองตัวนี้

 

Botox

Fillers

สาร/ตัวยา

Botulinum toxin A

Hyaluronic acid

จุดประสงค์หลัก

ลดริ้วรอย รอยเหี่ยวย่น ยกกระชับใบหน้า

ปรับรูปหน้า เติมร่องลึก ทำให้ผิวดูอิ่มฟู

บริเวณที่ฉีดได้

หน้าผาก ระหว่างคิ้ว ตีนกา แกนและปีกจมูก  กราม รอยย่นที่คอ 

หน้าผาก ขมับ ร่องใต้ตา แก้ม ร่องแก้ม ร่องน้ำหมาก คาง ริมฝีปาก

วิธีการทำงาน

ทำงานกับสารสื่อประสาทที่จะส่งผลให้กล้ามเนื้อเคลื่อนไหวน้อยลง ไม่หดเกร็ง

ทำหน้าที่เติมเต็มปริมาตรให้กับชั้นผิว และช่วยเก็บความชุ่มชื้นให้เซลล์

ระยะเวลาก่อนเห็นผลชัดเจน

ผลลัพธ์เห็นได้ชัดเจนในเวลา 2-4 วัน

เห็นความเปลี่ยนแปลงได้ทันที แต่ผลลัพธ์ที่แท้จริงจะใช้เวลา 7-14 วัน

ระยะเวลาของผลลัพธ์

6-8 เดือนขึ้นอยู่กับรุ่นและยี่ห้อของโบท็อกซ์

ตั้งแต่ 6 เดือน - 2 ปี ขึ้นอยู่กับรุ่นและยี่ห้อของฟิลเลอร์

อาการ 24 ชม.หลังฉีด

มีรอยแดงและรอยช้ำจากเข็ม อาจมีอาการปวดหัวหรืออาการคล้ายไข้หวัด ใบหน้าอาจรู้สึกตึง หรือขยับได้น้อย

มีอาการบวม มีรอยแดงและรอยช้ำจากเข็ม ฟิลเลอร์จับเป็นก้อนทำให้หน้าไม่เท่ากัน

ข้อห้าม-ข้อควรปฎิบัติหลังฉีด

  • ไม่นอนราบอย่างน้อย 3 ชม.
  • งดออกกำลังกาย การอบซาวน่า และกิจกรรมที่ต้องออกแดด อย่างน้อย 48 ชม
  • งดทำทรีตเม้นนวดหน้าเป็นเวลา 2 สัปดาห์
  • ไม่สัมผัสใบหน้า แต่งหน้า หรือล้างหน้า อย่างน้อย 4-6 ชม.
  • งดออกกำลังกาย การอบซาวน่าและกิจกรรมที่ต้องออกแดด อย่างน้อย 48 ชม.
  • งดนวด บีบ หรือกดผิวบริเวณที่ฉีดฟิลเลอร์เป็นเวลา 2-3 วัน

ฉีดบ่อยแค่ไหน

สามารถฉีดได้ทุก 3-4 เดือน หรือตามคำแนะนำของแพทย์

สามารถฉีดได้ทุก 6-9 เดือน หรือตามคำแนะนำของแพทย์

ข้อจำกัด

หากฉีดในปริมาณมากเกินไปจะทำให้หน้าดูแข็ง ยิ้มไม่สุด ตึงและอาจเกิดอาการดื้อโบท็อกซ์

หากฉีดมากเกินไปจะให้ฟิลเลอร์จับเป็นก้อน หรือทำให้หน้าดูบวมและไม่สมส่วน

วิธีแก้ไข

ไม่สามารถฉีดสลายโบท็อกซ์ได้ แต่ผลลัพธ์จะหายไปเองตามอายุโบท็อกซ์

ฉีดสลายฟิลเลอร์ได้ด้วยไฮยาลูรอนิเดส

ราคาเริ่มต้นที่ EY Clinic

8,499 บาท ต่อ 100 ยูนิต (Nabota)

5,999 บาท ต่อ 1 cc (Neuramis)

คุณประโยชน์เฉพาะตัว

  • ฉีดเพื่อลดอาการปวดไมเกรนได้
  • ฉีดเพื่อลดเหงื่อใต้วงแขน แก้ปัญหารักแร้เปียก
  • ฉีดเพื่อให้กล้ามเนื้อน่องขา หรือแขนเรียวขึ้น
  • ฉีดเพื่อปรับรูปปากให้อวบอิ่มมีเนื้อ
  • ช่วยลดปัญหารอยแผลเป็นที่เกิดจากสิว และหลุมสิว
  • ช่วยแก้ปัญหาแก้มตอบ

ความเสี่ยงของโบท็อกซ์และฟิลเลอร์

ถึงโบท็อกซ์และฟิลเลอร์จะเป็นหัตถการที่ปลอดภัย ไม่ทิ้งแผลระยะยาว และไม่ต้องการการพักฟื้น แต่ความเสี่ยงของทรีตเมนต์ทั้งสองตัวก็เป็นสิ่งที่หมออยากให้ทุกคนรู้ไว้ก่อนจะตัดสินใจ

ในช่วง 24 ชม.แรกหลังจากการฉีดฟิลเลอร์และโบท็อกซ์ รอยเข็มที่อยู่บนใบหน้าจะยังไม่ผิดสนิท ซึ่งเสี่ยงต่อการติดเชื้อทางผิวหนัง คนที่ฉีดจึงจำเป็นต้องรักษาความสะอาด งดกิจกรรมที่ขับเหงื่อ และปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของแพทย์

นอกจากอาการช้ำเข็มแล้ว ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้หลังการฉีดโบท็อกซ์ได้แก่ อาการหนังตาตก (Eyelid drooping) กล้ามเนื้ออ่อนแรง (Muscle weakness) ทำให้ยิ้มไม่สุดหรือแสดงสีหน้าได้ไม่ชัดเจน อาการคล้ายไข้หวัด (Flu-like symptoms) และอาการปวดหัว แต่ผลข้างเคียงเหล่านี้พบได้ยากและจะหายไปเองภายใน 1-2 สัปดาห์

ในส่วนของฟิลเลอร์ ภาวะแทรกซ้อนที่มีโอกาสเกิดได้ ได้แก่ อาการฟิลเลอร์จับตัวเป็นก้อนหรือไหลไปยังยังส่วนอื่นของใบหน้า อาการฟิลเลอร์อุดตันเส้นเลือดซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะเนื้อตาย (Necrosis) หรือตาบอด

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงของการเกิดภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้จะมีน้อยมาก แค่เราเลือกทำหัตถการกับคลินิกที่ได้มาตรฐาน มีแพทย์เฉพาะทางผู้มีประสบการณ์ความรู้ และใช้ผลิตภัณฑ์ของแท้ 

โบท็อกซ์กับฟิลเลอร์ อันไหนดีที่สุด?

หมอขอสรุปอีกทีว่า โบท็อกซ์ทำงานโดยการลดการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ ซึ่งจะช่วยปรับริ้วรอยและร่องลึกอย่าง ตีนกา ริ้วรอยย่นบนหน้าผากหรือรอยระหว่างคิ้วให้เรียบเนียน โบท็อกซ์ยังช่วยในการปรับผิวหน้าให้กระชับ เหมาะกับการยกหน้าหรือลิฟหน้าให้ดูเรียวขึ้น ลดความหย่อนของเหนียงและยังสามารถปรับรูปจมูกให้ดูเป็นสันชัดเจนขึ้น ในขณะที่อีกตัวเลือกหนึ่งของเราซึ่งก็คือ ฟิลเลอร์จะทำงานโดยการเติมเต็มปริมาตรให้ผิวและทำให้ผิวดูอิ่มฟูและเต่งตึง ฟิลเลอร์สามารถช่วยลดร่องแก้ม ร่องน้ำหมาก ปรับแก้มให้เต็มเป็นแก้มลูกส้ม และยังทำให้ผิวดูชุ่มชื้นและดูอ่อนวัย

แล้วระหว่างโบท็อกซ์กับฟิลเลอร์ เราควรเลือกฉีดอันไหน?

ตรงนี้ขึ้นอยู่กับว่าผลลัพธ์ที่เราอยากได้นั้นคืออะไร ทรีตเมนต์ทั้งสองตัวแก้ปัญหากันคนละจุด ฉะนั้นอันที่เหมาะกับเราที่สุดก็คืออันที่สามารถแก้ไขปัญหาของผิวของเรา และเราสามารถขอคำปรึกษาจากแพทย์ผู้ดูแลเพื่อประกอบการตัดสินใจก่อนเลือกได้เสมอ ซึ่งหากคุณฝากใจไว้กับ EY Clinic หมอผึ้งกับทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทุกคนก็ยินดีให้ความช่วยเหลือคุณอย่างเต็มที่แน่นอน

โบท็อกซ์กับฟิลเลอร์ ฉีดพร้อมกันได้ไหม

อย่างที่ได้สรุปกันไปว่า โบท็อกกับฟิลเลอร์สามารถช่วยแก้ปัญหาได้คนละจุดด้วยวิธีการที่ต่างกัน เพราะฉะนั้นเราสามารถฉีดทั้งสองตัวพร้อมกันได้เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด โดยโบท็อกซ์จะช่วยยกกระชับใบหน้าผ่านการบล็อกการหดเกร็งของกล้ามเนื้อ ช่วยให้หน้าไม่เหี่ยวย่น และฟิลเลอร์จะช่วยเติมเต็มความเอิ่บอิ่มและคืนความอ่อนวัยให้ผิวอย่างเป็นธรรมชาติ

การฉีดโบท็อกซ์และฟิลเลอร์พร้อมกันยังเป็นคอมโบทรีตเมนต์ที่เหมาะสมกับหลายกรณี เช่น ปัญหาร่องแก้มลึกที่เกิดจากการยิ้มบ่อย ๆ แพทย์ผู้ดูแลอาจเลือกใช้โบท็อกซ์ในปริมาณเล็กน้อยเพื่อลดการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อบางส่วนของแก้ม ก่อนจะเติมฟิลเลอร์เพื่อยกร่องแก้มให้เต็ม และทำให้รอยยิ้มของเรายังสวยเป็นธรรมชาติ ไม่ตึงจนเกินไป และผลลัพธ์ยังอยู่ได้นานกว่าแค่ฉีดโบท็อกซ์อย่างเดียวอีกด้วย

แต่อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจตรงนี้ควรอยู่ภายใต้การพิจารณาของหมอที่ดูแลเคสของเราเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เหมาะสมกับเราที่สุด และอีกสิ่งหนึ่งที่ลืมไม่ได้คือ เราควรตรวจเช็กข้อมูลของคลินิกที่เรากำลังจะเข้าใช้บริการให้แน่ใจว่าเป็นคลินิกที่มีมาตรฐาน ใช้ผลิตภัณฑ์ของแท้ ไม่เจือจางยา และมีแพทย์อยู่ประจำ ที่ EY Clinic เองก็มีทีมแพทย์ผู้มีประสบการณ์ด้านโรคผิวหนัง เวชศาสตร์ชะลอวัย และเวชศาสตร์ฟื้นฟู ที่พร้อมจะดูและ ให้คำปรึกษา และมอบการรักษาที่ดีที่สุดให้กับคุณ

รีวิวจากผู้ใช้บริการ EY Clinic

โบท็อกซ์กับฟิลเลอร์ ต่างกันยังไง อันไหนดีกว่า?
Dr. Patnapa Vejanurug
Sep 28, 2023
เมโสหน้าใสคืออะไร ฉีดเมโสเองอันตรายไหม หลังฉีดห้ามทำอะไรบ้าง?
โบท็อกซ์ เมโส ฟิลเลอร์
เมโสหน้าใสคืออะไร ฉีดเมโสเองอันตรายไหม หลังฉีดห้ามทำอะไรบ้าง?
นบทความนี้ หมอผึ้งจะมาอธิบายว่า เมโสหน้าใสมีวิธีการทำงานอย่างไร ฉีดเมโสเองที่บ้านอันตรายแค่ไหน ทำไมเราควรเลือกฉีดเมโสที่คลินิก และหลังฉีดเมโสเราห้ามทำอะไรบ้าง

เมโสหน้าใสคืออะไร ฉีดเมโสเองอันตรายไหม หลังฉีดห้ามทำอะไรบ้าง?

หลาย ๆ คน อาจจะเคยเห็นคลิปรีวิวการฉีดเมโสหน้าใสเองที่บ้านตามโซเชียลมีเดียหรืออาจจะกำลังอยากซื้อเมโสหน้าใสมาฉีดเองตามแบบที่เห็นในคลิป หรือบางคนอาจจะไม่รู้เลยว่าเมโสคืออะไร ในบทความนี้ หมอผึ้งจะมาอธิบายว่า เมโสหน้าใสมีวิธีการทำงานอย่างไร ฉีดเมโสเองที่บ้านอันตรายแค่ไหน ทำไมเราควรเลือกฉีดเมโสที่คลินิก และหลังฉีดเมโสเราห้ามทำอะไรบ้าง

เมโสหน้าใสคืออะไร ช่วยแก้ปัญหาผิวแบบไหน

ทรีตเมนต์เมโสหน้าใส คือการฉีดวิตามิน เอนไซม์ แร่ธาตุและสารบำรุงต่าง ๆ เข้าสู่ชั้นผิวเพื่อปรับสมดุลและฟื้นฟูผิว เมโสหน้าใสของแต่ละคลินิกจะมีองค์ประกอบที่ต่างกันออกไป โดยส่วนใหญ่แล้วเมโสหน้าใสมักเป็นวิตามินเอ ซี อี คอลลาเจน ไฮยาลูรอนิก แอซิดและสารสกัดจากพืช ซึ่งแพทย์ผู้ดูแลจะฉีดเมโสเข้าไปยังผิวชั้นกลาง (Dermis) ของเรา ซึ่งสารเหล่านี้จะช่วย:

  • กระตุ้นเซลล์ผิวให้สร้างคอลลาเจน เพิ่มความชุ่มชื้นทำให้ผิวดูฉ่ำน้ำและอิ่มฟู
  • ลดการอักเสบ ฟื้นฟูเซลล์ผิวให้แข็งแรง และสร้างภูมิคุ้นกันให้ผิวเพื่อลดการเกิดสิว
  • ทำให้รอยดำ-รอยแดง ฝ้า กระ ดูจางลงทำให้หน้าเนียนใส
  • ปรับสมดุลให้เซลล์ผิวและลดความมัน ทำให้มีผิวมีสุขภาพดี กระจ่างใส ไม่หมองคล้ำ

หลังจากฉีดแล้ว เราจะสามารถความเปลี่ยนแปลงได้ภายใน 2-3 วันแรก โดยผิวหน้าของเราจะค่อย ๆ ปรับสภาพและผลลัพธ์ที่ชัดเจนจะเห็นได้ภายใน 1-2 สัปดาห์

คำว่า Meso มาจากชื่อเต็ม ๆ คือ Mesotherapy ซึ่งเป็นเทคนิคการรักษาทางการแพทย์ที่ถูกคิดค้นโดย Michel Pistor แพทย์ชาวฝรั่งเศสในปี 1952 และถูกพัฒนาต่อยอดมาเรื่อย ๆ ซึ่งในปัจจุบัน นอกจากเมโสหน้าใสแล้ว ทรีตเมนต์การฉีดเมโสยังถูกใช้ในการสลายเซลลูไลท์ตามบริเวณ ต้นขา หน้าท้อง หรือท้องแขน เพื่อกระชับรูปร่างและยังช่วยฟื้นฟูเซลล์รากผมในผู้ที่ปัญหาผมบาง-ผมร่วงได้อีกด้วย

ฉีดเมโสหน้าใสอันตรายไหม ถ้าฉีดบ่อย ๆ จะสะสมหรือไม่

หมอผึ้งตอบได้เลยว่า ไม่อันตราย หากฉีดกับแพทย์ผู้มีความเชี่ยวชาญและใช้บริการกับคลินิกที่ไว้ใจได้ สารทุกตัวที่อยู่ในเมโสล้วนแล้วแต่เป็นสารที่พบในธรรมชาติซึ่งปลอดภัยต่อร่างกายมนุษย์ และเราสามารถฉีดได้ทุกเดือนเพื่อคงผลลัพธ์โดยไม่ต้องกังวลว่าจะมีสารตกค้างสะสมเนื่องจากสารประกอบในเมโสสามารถถูกดูดซึมและย่อยสลายได้เองตามกลไกธรรมชาติ ซึ่งเมโสทุกตัวของ EY Clinic ได้ผ่านรับรองมาตรฐานจากอย. และในทุกทรีตเมนต์ หมอจะใช้เมโสแท้แบบเต็มปริมาณ ไม่มีการเจือจาง ที่สำคัญที่สุด ทุกทรีตเมนต์จะถูกดำเนินการโดยจากคุณหมอเฉพาะทางเท่านั้น

ไม่อยากหาหมอ ฉีดเมโสเองที่บ้านได้ไหม?

ใครที่กำลังคิดว่าอยากจะสั่งเมโสมาเพื่อมาฉีดเองที่บ้านเพราะราคาถูกและสั่งซื้อง่าย หมอขอแนะนำว่า หยุดก่อน

เมโสปลอมน่ากลัวกว่าที่คิด

เมโสที่พบตามร้านออนไลน์มักเป็นเมโสปลอม ซึ่งอาจประกอบไปด้วยสารกลุ่มสเตียรอยด์ (Steroid) หรือสารแปลกปลอมอื่น ๆ ที่จะทำให้เกิดผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย ตัวสเตียรอยด์มีฤทธิ์กดภูมิคุ้มกันในร่างกายของเราซึ่งทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อไม่ว่าจะเป็นจากเชื้อราหรือแบคทีเรีย สารกลุ่มนี้ยังทำให้เกิดสิวทั้งสิวอักเสบ (Inflamed acne) และสิวอุดตัน (Comeodones)

เมโสของ EY Clinic มีราคาเริ่มต้นที่ 2,499 บาทต่อ 1 ครั้ง (มาเด้ คอลลาเจน) ซึ่งให้ผลลัพธ์ได้รวดเร็วและเห็นได้ชัดเจนกว่าเมื่อเทียบกับการทาครีมบำรุง และถึงแม้ว่าจะมีราคาสูงกว่าเมโสในชอปออนไลน์ หมอขอแนะนำว่าให้ลงทุนกับความปลอดภัยดีกว่าที่จะต้องเสี่ยงฉีดสารแปลกปลอมเข้าใบหน้าของเรา

ฉีดเมโสเองยิ่งอันตราย

การฉีดเมโสหน้าใสอาจจะดูเป็นหัตถการที่ทำได้ง่าย แต่แท้จริงแล้วแพทย์ทุกท่านที่จะฉีดเมโสได้ต้องผ่านการฝึกฝนเพื่อเรียนรู้วิธีการฉีดที่ถูกต้อง เทคนิคฉีดเมโสมีทั้งแบบสะกิดที่ฉีดทั่วทั้งใบหน้า และแบบ16 จุดที่ฉีดตามทิศทางการไหลเวียนของต่อมน้ำเหลืองบนใบหน้า ซึ่งคนที่ไม่ได้รับการเทรนด์ก็จะไม่สามารถฉีดได้เหมือนแพทย์ ทำให้ไม่ได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการ อีกทั้งยังเสี่ยงผลข้างเคียงอย่างการติดเชื้อซึ่งเป็นอันตรายต่อเนื้อเยื่อโดยเฉพาะบริเวณรอบดวงตา

เข็มที่ใช้หรือห้องที่ฉีดไม่ปลอดเชื้อ

การฉีดเมโสเองหน้าใสเองที่บ้านทำให้เราเสี่ยงต่อการติดเชื้อทั้งบริเวณผิวที่ฉีดและการติดเชื้อในกระแสเลือดเพราะเป็นการทำหัตถการในพื้นที่ที่ควบคุมความสะอาดไม่ได้ แต่หากเข้ามาใช้บริการที่คลินิก ห้องรักษาของเรามีมาตรการการฆ่าเชื้อโรคและป้องกันการติดเชื้อที่ทำให้คุณมั่นใจได้ว่าปลอดภัย นอกจากนี้ที่คลินิกยังมีแพทย์ผู้ดูแลที่จะช่วยเหลือคุณได้ทันทีหากเกิดอาการแพ้หรือผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์

ฉีดเองอาจทำให้เสียเยอะกว่าที่คิด

การฉีดเมโสเองที่บ้านอาจทำให้ไม่ได้ผลลัพธ์ที่ตามต้องการเนื่องจากฉีดผิดชั้นผิวและไม่ได้ฉีดตามเทคนิคที่ถูกต้อง และผลข้างเคียงที่ได้รับก็อาจทำให้ต้องเสียเงินค่ารักษามากกว่าการเข้าฉีดเมโสที่คลินิก ที่สำคัญการฉีดเมโสปลอมติดต่อกันเรื่อย ๆ ยังจะทำให้เกิดสารตกค้างภายในร่างกายที่อาจส่งผลเสียระยะยาวต่อร่างกายเราอีกด้วย

หมอผึ้งขอย้ำอีกทีว่า เรื่องของความปลอดภัยนั้นควรมาเป็นอันดับหนึ่ง และถึงแม้การฉีดเมโสจะดูเป็นอะไรที่ทำได้ง่าย แนะนำว่าฝากหน้าให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญดูแลจะดีที่สุดเพื่อให้ได้ความสวยที่น่าพอใจในแบบที่คุณต้องการ

หลังฉีดเมโสหน้าใสมีข้อห้ามทำอะไรบ้าง

ก่อนจะตัดสินใจฉีดเมโสหน้าใส เรามาดูกันก่อนว่าหลังฉีดเสร็จแล้วเราห้ามทำอะไรบ้าง

  1. ไม่การกดนวดหรือเกาใบหน้าเมื่อฉีดเสร็จ
  2. หลีกเลี่ยงการล้างหน้าเป็นเวลา 4-6 ชั่วโมงหลังฉีด
  3. งดการทาสกินแคร์หรือครีมบำรุงในช่วง 24 ชั่วโมงแรก
  4. หลีกเลี่ยงกิจกรรมออกแดดเป็นเวลาอย่างน้อย 48 ชั่วโมง

แต่หมออยากให้ทุกคนทราบก่อนว่า ข้อห้ามเหล่านี้ไม่ได้เป็นข้อบังคับเด็ดขาด แต่หากดูแลตัวเองตามนี้ได้ก็จะช่วยให้ผลลัพธ์ที่ดีต่อผิวของเราเอง

หลังฉีดแล้ว ใบหน้าอาจมีอาการคันหรือเกิดรอยแดงซึ่งตรงนี้เป็นอาการปกติที่เกิดจากการใช้เข็มและจะหายไปเองภายใน 1-2 วัน

หมอผึ้งอยากขอเสริมว่าทุกคอร์สของทรีตเมนต์การความงามควรจะถูกออกแบบมาเพื่อคนแต่ละบุคคลเพราะเราทุกคนมีปัญหาผิว ธรรมชาติของผิวและนิยามของความสวยที่ไม่เหมือนกัน ที่ EY Clinic เราไม่เพียงแต่อยากจะมอบความสวยให้คุณแต่เราอยากให้คุณมีผิวที่สุขภาพดีจากภายในสู่ภายนอกและเรายินดีที่จะอยู่กับคุณในทุกขั้นตอน

รีวิวจากผู้ใช้บริการจริง

เมโสหน้าใสคืออะไร ฉีดเมโสเองอันตรายไหม หลังฉีดห้ามทำอะไรบ้าง?
Dr. Patnapa Vejanurug
Sep 27, 2023
Mesotherapy เมโสมีประโยชน์อะไรบ้าง
โบท็อกซ์ เมโส ฟิลเลอร์
Mesotherapy เมโสมีประโยชน์อะไรบ้าง
สวัสดีค่ะ วันนี้หมอผึ้งจะมาเล่าถึงเรื่องการทำเมโสหรือ Mesotherapy ให้ทุกคนฟังนะคะ

Mesotherapy เมโสมีประโยชน์อะไรบ้าง

สวัสดีค่ะ วันนี้หมอผึ้งจะมาเล่าถึงเรื่องการทำเมโสหรือ Mesotherapy ให้ทุกคนฟังนะคะ หวังว่าทุกคนจะได้ประโยชน์จากบทความนี้ เพื่อนำไปประกอบการตัดสินใจค่ะ

ศาสตร์เบื้องหลังเมโส

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หมอรู้สึกทึ่งกับวิทยาศาสตร์ที่อยู่เบื้องหลังการรักษาผิวหนังของเรามาโดยตลอด Mesotherapy ก็เป็นหนึ่งในวิธีที่น่าทึ่งมีขั้นตอนเกี่ยวข้องกับการส่งวิตามิน เอ็นไซม์ ฮอร์โมน และสารสกัดจากพืชฉีดเข้าไปในชั้นผิวหนัง ส่วนผสมเหล่านี้ทำงานร่วมกันเพื่อฟื้นฟูผิว ปรับปรุงการไหลเวียนโลหิต และกระตุ้นการสลายไขมัน ด้วยการกระตุ้นการตอบสนองต่อการรักษาของร่างกาย เมโสจะส่งเสริมการสร้างและฟื้นฟูผิวตามธรรมชาติ ส่งผลให้ผิวมีสุขภาพดีขึ้นและอ่อนเยาว์ขึ้น ทีนี้มาเจาะลึกกันว่าการรักษานี้มีประโยชน์ต่อคุณอย่างไร

การประยุกต์ใช้ Mesotherapy

สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจกลไกการทำงานของ Mesotherapy และการใช้งานที่หลากหลาย แม้ว่าเมโสจะได้รับการยอมรับอย่างสูงในด้านคุณสมบัติในการต่อต้านริ้วรอยและลดจุดด่างดำ แต่เมโสก็มีประสิทธิภาพไม่แพ้กันในการจัดการกับปัญหาผิวอื่นๆ ตัวอย่างเช่น สามารถต่อสู้กับเซลลูไลท์ ทำให้ผิวเรียบเนียนและกระชับขึ้น นอกจากนี้ เมโสยังประสบความสำเร็จในการนำมาใช้รักษาผมร่วง เช่น ภาวะผมร่วงจากกรรมพันธุ์ (Androgenic alopecia) เนื่องจากสามารถช่วยกระตุ้นหนังศีรษะและส่งเสริมการเจริญเติบโตของเส้นผม อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ของเมโสนั้นขึ้นอยู่กับตัววิตามินหรือสารสกัดที่นำมาใช้ให้เหมาะสมกับปัญหาของแต่ละบุคคล โดยคุณหมอจะปรับเปลี่ยนแผนการรักษาให้เหมาะกับปัญหาและความต้องการเฉพาะของผิว เพื่อให้มั่นใจว่าคุณจะได้รับการดูแลที่เหมาะสมกับความต้องการของคุณมากที่สุด

ขั้นตอนการฉีดเมโส

การทำเมโสเป็นการรักษาที่ปลอดภัย ไม่ทำให้เกิดผิวหน้าไหม้หรือบางลง ประกอบด้วยขั้นตอนของการฉีดวิตามินหลายจุดเป็นจุดเล็กๆ (microinjection) กระจายทั่วผิว สารที่นำมาฉีดเป็นค็อกเทลสูตรพิเศษของวิตามิน เอ็นไซม์ และสารสกัดจากพืช นำมาใช้เพื่อฟื้นฟู กระชับผิว ช่วยให้ผิวใส ลดจุดด่างดำ รวมทั้งกำจัดไขมันส่วนเกิน อย่าปล่อยให้คำว่า "microinjection" ทำให้คุณกังวลใจ เราให้ความสำคัญกับความสะดวกสบายของผู้เข้ารับการรักษาเป็นอย่างมาก และมีการทายาชาเฉพาะที่ผิวหนังล่วงหน้าเพื่อให้รู้สึกไม่สบายน้อยที่สุด เป้าหมายของเราที่ EY Clinic ไม่ใช่แค่เพื่อผลลัพธ์ที่มองเห็นได้ แต่ยังมอบประสบการณ์ที่สะดวกสบายและผ่อนคลายที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

ประโยชน์ของเมโส

จากการประสบการณ์การรักษา 14 ปีของหมอ หมอได้เห็นแล้วว่าเมโสสามารถปฏิวัติสุขภาพผิวได้อย่างแท้จริงได้อย่างไร หมอเชื่อมั่นในพลังของทรีตเมนต์นี้และความสามารถในการจัดการกับปัญหาผิวต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมโสมีประโยชน์มากมาย รวมถึงการฟื้นฟูและกระชับผิว ลดริ้วรอยและรอยเหี่ยวย่น รักษาเม็ดสี และปรับปรุงลักษณะโดยรวมและสุขภาพของผิว การรักษานี้มีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับผู้ที่กำลังมองหาวิธีที่ไม่ต้องผ่าตัดในการปรับปรุงความมีชีวิตชีวาและความอ่อนเยาว์ของผิว สามารถปรับให้เหมาะกับความต้องการเฉพาะของผิวแต่ละบุคคล ทำให้เป็นทางออกที่หลากหลายสำหรับสภาพผิวต่างๆ ที่ EY Clinic เราภูมิใจที่จะนำเสนอการรักษาที่พลิกโฉมนี้แก่คนไข้ของเรา ช่วยให้พวกเขาบรรลุเป้าหมายด้านผิวพรรณและเพิ่มความมั่นใจ

เทคนิคการฉีดเมโส

ในฐานะแพทย์ผิวหนังเฉพาะทาง เป็นความรับผิดชอบของหมอที่จะต้องแน่ใจว่าคนไข้ของหมอเข้าใจขั้นตอนการรักษาที่เรานำเสนอ เมโสเป็นขั้นตอนที่ค่อนข้างรวดเร็วและตรงไปตรงมา ซึ่งเกี่ยวข้องกับการฉีดวิตามิน แร่ธาตุ กรดอะมิโน และกรดไฮยาลูโรนิก ซึ่งปรับให้เหมาะกับความต้องการของผู้ป่วยแต่ละรายโดยเฉพาะ ส่วนผสมของวิตามินจะถูกฉีดเข้าไปในชั้น Dermis ซึ่งเป็นชั้นกลางของผิวหนัง ซึ่งจะทำให้เกิดผลดีที่สุด ตามหลักแนวคิดคือต้องการบำรุงและฟื้นฟูผิวในขณะที่ส่งเสริมการผลิตคอลลาเจนและอีลาสติน ซึ่งมีความสำคัญต่อความยืดหยุ่นและความกระชับของผิว กระบวนการนี้ไม่เพียงแต่ทำให้ผิวดูกระจ่างใสขึ้นแต่ยังเข้าไปแก้ต้นเหตุของปัญหาผิวต่างๆ จากภายในทำให้เห็นผลลัพธ์ที่ยาวนาน โดยส่วนตัวแล้วหมอมั่นใจว่าผู้ป่วยแต่ละรายจะได้รับแผนการรักษาที่จัดทำขึ้นอย่างพิถีพิถันเพื่อตอบสนองความต้องการและข้อกังวลของแต่ละคน

ประโยชน์และความอเนกประสงค์ของเมโส

จากการประสบการณ์การทำงาน หมอสังเกตเห็นประโยชน์มากมายจากเมโสเทอราพี เป็นทรีตเมนต์อเนกประสงค์ที่สามารถจัดการกับปัญหาผิวได้หลากหลาย ตั้งแต่การเพิ่มความชุ่มชื้นและความเปล่งปลั่งของผิวไปจนถึงการส่งเสริมความยืดหยุ่นและลดริ้วรอย Mesotherapy เป็นทางเลือกที่ยอดเยี่ยมสำหรับการฟื้นฟูผิวอย่างครบวงจร สามารถใช้เพื่อต่อสู้กับผิวหมองคล้ำ รักษาฝ้า แก้ไขความหย่อนคล้อยของผิว ลดไขมันส่วนเกิน หรือเพื่อลดริ้วรอยตื้นๆ นอกจากนี้ยังใช้ในการรักษาโรคผมร่วงจากกรรมพันธุ์ คุณสมบัติกระตุ้นของเมโสสามารถช่วยกระตุ้นรูขุมขนและส่งเสริมการงอกของเส้นผม ซึ่งการรักษานี้มีแนวโน้มได้ผลดีสำหรับผู้ที่ทุกข์ทรมานจากผมบาง ในฐานะแพทย์ผิวหนัง หมอให้ความสำคัญกับการรักษาที่ได้ผลดี มีความปลอดภัยสูง สามารถปรับเปลี่ยนตามปัญหาของแต่ละบุคคลได้และเมโสก็เหมาะกับเกณฑ์นี้อย่างยิ่ง

แนวทางการรักษาด้วยเมโสที่ EY Clinic

ที่ EY Clinic หมอเชื่อในการสร้างแผนการรักษาที่มีเอกลักษณ์เฉพาะบุคคล ซึ่งทรีตเมนต์นี้เกี่ยวข้องกับการเลือกส่วนผสมในคอกเทลของเมโสอย่างระมัดระวังโดยพิจารณาจากปัญหาผิวเฉพาะและสุขภาพโดยรวมของคุณ หมอคำนึงถึงประเภทผิว อายุ ไลฟ์สไตล์ และเป้าหมายการดูแลผิวส่วนบุคคลของคุณ เพื่อให้การรักษามีประสิทธิภาพและเป็นประโยชน์สูงสุดสำหรับคุณ เป็นวิธีการแบบองค์รวมเฉพาะบุคคลที่ช่วยให้เราได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ไม่เพียงแต่เสริมสุขภาพผิวของคุณ แต่ยังรวมถึงความมั่นใจและความเป็นอยู่ที่ดีของคุณด้วย อย่าลืมว่าเส้นทางสู่ผิวสุขภาพดีขึ้นก็เป็นเป้าหมายของเราเช่นกัน และเรามุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือคุณในทุกขั้นตอน

ฟื้นฟูผิวด้วยเมโสที่ EY Clinic

ที่ EY Clinic เราภูมิใจนำเสนอ Mesotherapy เป็นหนึ่งในการรักษาชั้นนำของเราสำหรับการฟื้นฟูผิว ความเชี่ยวชาญและความมุ่งมั่นของเราที่มีต่อความเป็นอยู่ที่ดีของผู้ป่วยทำให้เราแตกต่าง เราค้นคว้าอย่างต่อเนื่องและตามทันความก้าวหน้าล่าสุดในวิทยาการผิวหนัง เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ป่วยของเราจะได้รับการดูแลที่ดีที่สุด หมอผึ้ง ดูแลการทำเมโสแต่ละสูตรเป็นการส่วนตัว เพื่อให้มั่นใจในความปลอดภัยและความพึงพอใจของคุณตลอดกระบวนการ เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้ต้อนรับคุณที่ EY Clinic ซึ่งจะแนะนำคุณตลอดการเดินทางสู่สุขภาพผิวที่แข็งแรงและสดใสยิ่งขึ้น สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Mesotherapy หรือจองคำปรึกษา กรุณาติดต่อทีมงานของเราได้ที่เบอร์ 0615941923 หรือติดต่อผ่าน LINE Official: @EyclinicTH  อย่าลืมว่าผิวกระจ่างใสไม่ใช่แค่ความฝัน แต่เป็นการเดินทางที่เริ่มต้นขึ้นที่นี่ที่ EY Clinic

Mesotherapy เมโสมีประโยชน์อะไรบ้าง
Dr. Patnapa Vejanurug
Jun 2, 2023
ฉีดโบท็อกซ์อันตรายไหม! อยากสวยแต่กลัวเสี่ยง ควรพิจารณาอะไรบ้างก่อนทำ?
โบท็อกซ์ เมโส ฟิลเลอร์
ฉีดโบท็อกซ์อันตรายไหม! อยากสวยแต่กลัวเสี่ยง ควรพิจารณาอะไรบ้างก่อนทำ?
ฉีดโบท็อกซ์อันตรายไหม? ถ้าฉีดไปแล้วจะมีผลข้างเคียงอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่า

ฉีดโบท็อกซ์อันตรายไหม! อยากสวยแต่กลัวเสี่ยง ควรพิจารณาอะไรบ้างก่อนทำ?

ชั่วโมงนี้วงการความสวยความงามต่างพูดถึงการฉีดโบท็อกซ์กันเป็นเรื่องปกติ ทั้งฉีดหน้า ฉีดกราม หรือฉีดที่ส่วนอื่นๆ ซึ่งคนที่กำลังสนใจอยากฉีดก็มักจะสงสัยในใจว่า ฉีดโบท็อกซ์อันตรายไหม? ถ้าฉีดไปแล้วจะมีผลข้างเคียงอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่า เพราะเคยได้ข่าวมาว่ามีหลายเคสที่มีคนไปฉีดโบท็อกซ์แล้วหน้าเบี้ยว และเพื่อเป็นการไขข้อข้องใจ วันนี้เราจะคุณไปทำความเข้าใจว่าจริงๆ แล้วการฉีดโบท็อกซ์นั้นอันตรายหรือไม่

โบท็อกซ์ คืออะไรและออกฤทธิ์อย่างไร?

อันที่จริงแล้วโบท็อกซ์ก็คือชื่อทางการค้าของสารที่มีชื่อเต็มว่า โบทูลินัม ท็อกซิน เอ (Botulinum toxin A) ที่เป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่ถูกผลิตขึ้นจากเชื้อแบคทีเรียซึ่งมีชื่อว่า คลอสตริเดียม โบทูลินัม (Clostridium botulinum) โดยเจ้าเชื้อตัวนี้ในธรรมชาติเป็นต้นเหตุของโรคอาหารเป็นพิษที่พบได้ในมนุษย์ เช่น อาหารกระป๋องที่ปนเปื้อนเชื้อตัวนี้ ที่หากใครได้รับเข้าไปในปริมาณมากก็อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ซึ่งเชื้อคลอสตริเดียม โบทูลินัม จะทำให้กล้ามเนื้อกระบังลมไม่ทำงานและทำให้ผู้ที่ได้รับเชื้อหยุดหายใจ 

ด้วยกลไกการออกฤทธิ์ของเจ้าเชื้อแบคทีเรียร้าย นักวิทยาศาสตร์จึงได้ทำการศึกษาต่อและพัฒนาให้มันกลายมาเป็นสารที่ใช้ในวงการความสวยความงาม โดยปัจจุบันสารโบทูลินัม ท็อกซิน เอ ที่ใช้กันอยู่ในประเทศไทยถูกผลิตจาก 4 บริษัท ได้แก่ Xeomin (เยอรมนี), Allergan (สหรัฐอเมริกา), Dysport (อังกฤษ) และ Nabota (เกาหลี)

สำหรับการนำสารโบทูลินัม ท็อกซิน เอ มาใช้งานในด้านความสวยความงามนั้น มันจะออกฤทธิ์โดยการไปจับตัวเข้ากับเซลล์ปลายประสาทเพื่อยับยั้งไม่ให้เซลล์ดังกล่าวสามารถหลั่งสารสื่อประสาทได้ ซึ่งผลที่ได้ก็คือกล้ามเนื้อที่สารตัวนี้ไปจับจะไม่สามารถหดตัวได้ หรือเรียกว่ากล้ามเนื้อกลายเป็นอัมพาตชั่วคราวนั่นเอง 

โดยอาการอัมพาตนั้นจะเกิดขึ้นเฉพาะกล้ามเนื้อมัดที่ถูกฉีดโบท็อกซ์เข้าไป พร้อมกับเริ่มออกฤทธิ์ภายใน 2-3 วันหลังจากที่ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ แล้วจะเริ่มเห็นผลได้ชัดเจนที่สุดในช่วง 1-2 สัปดาห์แรก จากนั้นยังคงประสิทธิภาพในการทำให้กล้ามเนื้อเป็นอัมพาตอยู่ได้นาน 3-4 เดือน เมื่อครบเวลากล้ามเนื้อก็จะค่อยๆ กลับมายืดและหดตัวได้ตามปกติเหมือนตอนก่อนฉีด และนั่นหมายความว่าใครที่ต้องการฉีดโบท็อกซ์ก็จะต้องกลับมาฉีดซ้ำอยู่เสมอหากต้องการให้ผลการรักษาคงอยู่เหมือนเดิม

อันตรายและผลข้างเคียงจากการฉีดโบท็อกซ์

อันตรายหรือผลข้างเคียงจากการฉีดโบท็อกซ์นั้นจริงๆ แล้วไม่ได้มาจากสารที่ฉีดเข้าไป เพราะโบท็อกซ์ทุกยี่ห้อที่ใช้งานในประเทศไทยทั้งหมดได้รับอนุญาตจากอย. ให้ใช้งานได้อย่างถูกต้องแล้ว และจะไม่ทิ้งสารตกค้างหลงเหลือในร่างกายของเราแต่อย่างใด แต่ว่าความเสี่ยงจากการฉีดโบท็อกซ์ก็ยังอาจมีเกิดขึ้นได้เช่นกัน

  1. ติดเชื้อจากการฉีด

หากใครไม่ได้ศึกษาและเลือกฉีดโบท็อกซ์กับคลินิกที่ใช้เครื่องมือไม่ได้มาตรฐานหรือกระบวนการฉีดไม่สะอาด รวมถึงเคสที่ออกข่าวอยู่บ่อยครั้งอย่างคนที่ทำการฉีดโบท็อกซ์ไม่ใช่คุณหมอที่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพแพทย์จริงๆ หรือที่เรามักเรียกกันว่า “หมอกระเป๋า” บุคคลเหล่านี้ไม่ได้รู้จักเทคนิคการทำให้ปราศจากเชื้อ (Sterile technique) ที่จะต้องทำทุกครั้งเพื่อป้องกันการติดเชื้อนั่นเอง

  1. ตาตก

อีกหนึ่งความอันตรายจากการฉีดโบท็อกซ์ที่อาจพบได้หลังทำการฉีดที่ระหว่างคิ้วเพื่อลดริ้วรอย ในตำแหน่งที่ใกล้กันกับเปลือกตาด้านบน มีผลทำให้กล้ามเนื้อในบริเวณหนังตาเป็นอัมพาตอ่อนแรงและตกลงมาได้ ซึ่งอาการตาตกมักมีสาเหตุมาจากการฉีดโบท็อกซ์ไม่ถูกวิธีและขาดความเข้าใจ

  1. ยิ้มไม่สุด มุมปากเบี้ยว

ความอันตรายข้อสุดท้ายที่อาจเกิดขึ้นเมื่อฉีดโบท็อกซ์อย่างอาการยิ้มไม่สุดหรือมุมปากเบี้ยวนั้น มักพบในคนที่ฉีดโบท็อกซ์บริเวณกราม โดยมีสาเหตุมาจากการฉีดโบท็อกซ์ผิดที่จนเกิดการ
กระจายตัวที่ผิดจุด ซึ่งจะแสดงผลออกมาในรูปแบบของการยิ้มไม่สุด แสดงสีหน้าตามปกติไม่ได้ รวมถึงมีมุมปากเบี้ยว 

โดยสาเหตุที่ทำให้การฉีดโบท็อกซ์มีความอันตรายและก่อให้เกิดผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ตามมา ล้วนมาปัจจัยต่างๆ เหล่านี้

  • แพทย์ไม่ได้ชำนาญเรื่องการฉีดโบท็อกซ์

ส่วนใหญ่แล้วผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นหลังการฉีดโบท็อกซ์จะมาจากการที่ผู้ฉีดไม่ใช้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจริงๆ หรือที่เรียกว่าหมอกระเป๋า จึงทำให้การฉีดโบท็อกซ์ผิดตำแหน่งหรือคลาดเคลื่อนจากจุดที่สามารถออกฤทธิ์ได้อย่างถูกต้องนั่นเอง

  • โบท็อกซ์ที่ใช้ไม่ได้มาตรฐาน

จริงอยู่ที่โบท็อกซ์ที่ใช้ในประเทศไทยจะได้รับการรับรองจากอย. ว่ามีความปลอดภัยใช้กับร่างกายมนุษย์ได้ แต่ก็ยังมีเคสที่มีการแอบนำเข้าโบท็อกซ์ปลอมที่ไม่ผ่านการรับรองมาแอบอ้างเป็นของแท้ และทำการฉีดโบท็อกซ์ให้กับลูกค้า

  • ปริมาณการฉีดโบท็อกซ์ไม่ถูกต้อง

คำว่ายูนิตในที่นี้หมายถึงปริมาณของโบท็อกซ์ที่ใช้ฉีด เช่น 60 ยูนิต ที่หากคำนวณไม่ถูกต้องมีการใช้มากเกินไป ก็อาจทำให้กล้ามเนื้อในจุดที่ฉีดเกิดความแข็งตึง ไม่สามารถยิ้มได้สุดหรือยกปากบนขึ้นได้ และยังรวมถึงไม่สามารถยกคิ้วได้ตามปกติ

  • การไหลของโบท็อกซ์

นี่คือหนึ่งในสาเหตุที่มาจากตัวผู้รับการฉีดโบท็อกซ์บวกกับการไม่ใส่ใจของคลินิกที่ไม่ได้ให้คำแนะนำหลังการฉีดที่ถูกต้อง เช่น มีการนอนราบหลังฉีดโบท็อกซ์ทันทีจนตัวสารที่ฉีดไหลไปอยู่ในกล้ามเนื้อที่ไม่ต้องการให้สารออกฤทธิ์ นอกจากนี้ความบริสุทธิ์ของโบท็อกซ์ก็ยังมีผลให้เกิดการไหลของตัวสารได้เหมือนกัน หากสารที่ฉีดมีความบริสุทธิ์สูงก็จะช่วยลดความเสี่ยงในการไหลลดลงด้วย

การเตรียมตัวก่อนและหลังการฉีดโบท็อกซ์ควรทำอย่างไร?

อ่านมาถึงตรงนี้คุณคงเริ่มมั่นใจว่าการฉีดโบท็อกซ์ไม่ได้อันตรายอย่างที่คิด เพื่อเป็นการทำให้ตัวคุณเองปลอดภัยและมีโอกาสเกิดผลข้างเคียงน้อยที่สุด เราแนะนำให้คุณเตรียมตัวก่อนและปฏิบัติตัวหลังฉีดโบท็อกซ์แล้วดังนี้

4 สิ่งที่คุณควรเตรียมพร้อมก่อนฉีดโบท็อกซ์

  1. งดการใช้ยากรดวิตามิน A และ AHA รวมถึงไม่สครับหน้าหรือขัดหน้าในช่วง 1-2 วันก่อนการฉีดโบท็อกซ์
  2. งดการใช้ยาแก้ปวดในกลุ่ม NSAIDS ที่ได้แก่ Brufen, Naproxen, Motrin วิตามินอี น้ำมันปลา เป็นระยะเวลา 1 สัปดาห์ เพื่อลดการเกิดรอยฟกช้ำหลังจากการฉีดโบท็อกซ์
  3. งดการดื่มแอลกอฮอล์ 24 ชม. ก่อนเข้ารับการฉีดโบท็อกซ์
  4. กรณีที่มีประวัติเคยเป็นโรคเริมบริเวณริมฝีปาก คุณควรแจ้งให้แพทย์ทราบก่อนทำการฉีดโบท็อกซ์

11 สิ่งที่คุณควรทำหลังฉีดโบท็อกซ์แล้ว

  1. ห้ามนอนราบหรือก้มหน้าหลังจากที่ฉีดโบท็อกซ์แล้ว 4 ชม. 
  2. ห้ามกด นวด หรือทำอะไรก็ตามที่กระทบกับบริเวณที่ฉีดโบท็อกซ์ ไม่ว่าจะเป็นการนวดหน้า สวมหมวก และสวมหมวกกันน็อก
  3. ห้ามอยู่ในสถานที่ที่มีอุณหภูมิสูง เช่น การยืนปรุงอาหารหน้าเตาแก๊ส หรือการเข้าไปอบซาวน่า เป็นเวลา 4 ชม. หลังจากฉีดโบท็อกซ์
  4. ห้ามออกกำลังกายหนักหรือแม้แต่การเล่นโยคะเป็นเวลา 4 ชม. หลังจากที่ฉีดโบท็อกซ์
  5. ห้ามทายาหรือใช้เครื่องสำอางที่ก่อให้เกิดการระคายเคือง เช่น กรดวิตามินเอ AHA วิตามินซี เป็นเวลา 24 ชม. หลังจากฉีดโบท็อกซ์
  6. หลังจากที่ฉีดโบท็อกซ์แล้ว 1-2 ชม. ให้พยายามขยับกล้ามเนื้อบริเวณที่ฉีดเพื่อเป็นการกระจายสารเข้าสู่กล้ามเนื้อได้รวดเร็วขึ้น
  7. รอยนูนที่เกิดขึ้นจากการฉีดโบท็อกซ์จะหายไปได้เองภายในเวลา 2-3 ชม. หลังจากการฉีด
  8. หลังจากฉีดโบท็อกซ์สามารถใช้น้ำแข็งเพื่อประคบในกรณีที่คุณมีอาการปวดบวมแดงหรือช้ำได้
  9. หลังจากฉีดโบท็อกซ์แล้วสามารถใช้เครื่องสำอางได้ แต่ควรทำด้วยความนุ่มนวลและหลีกเลี่ยงการกดบริเวณที่ฉีด
  10. การฉีดโบท็อกซ์จะแสดงผลภายใน 2-7 วัน และจะเห็นผลเต็มที่ได้ภายใน 2 สัปดาห์
  11. หากมีอาการผิดปกติใดๆ เกิดขึ้นให้รีบกลับมาหาคุณหมอเพื่อวินิจฉัยและทำการแก้ไขทันที

ฉีดโบท็อกซ์ที่ EY Clinic มั่นใจและปลอดภัยสำหรับคุณ

เราเชื่อว่าคำถามของคุณที่สงสัยว่า “ฉีดโบท็อกอันตรายไหม” คงถูกไขข้อข้องใจไปจนหมดแล้ว ซึ่งการฉีดโบท็อกซ์ให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดควบคู่ไปกับความปลอดภัยไร้ผลข้างเคียงนั้น จะต้องทำโดยแพทย์เฉพาะทางด้านผิวหนังและเวลล์เนสที่มีประสบการณ์รวมกว่า 30 ปีจากสถาบันชั้นนำของประเทศ ที่เข้าใจถึงเทคนิคการฉีดโบท็อกซ์ที่ถูกต้อง พร้อมกับการเลือกใช้โบท็อกซ์ที่มีคุณภาพและผ่านการรับรองจากอย. 

โดยที่ EY Clinic นั้นเรามีโบท็อกซ์ทั้ง 3 ยี่ห้อที่มีข้อดีและราคาแตกต่างกัน ดังนี้

โบท็อกซ์ Nabota: มีราคาที่สบายกระเป๋ากว่าแบรนด์ที่ผลิตในยุโรปและอเมริกา

แต่ยังผ่านการรับรองจาก อย. ประเทศสหรัฐอเมริกา U.S.FDA 2018 สามารถฉีดแล้วเห็นผลได้เร็วและเข้าที่ไวกว่าโบเกาหลียี่ห้ออื่น ๆ

ราคา: 50 ยูนิต 4,999 บาท และ 100 ยูนิต 8,499 บาท 

โบท็อกซ์ Allergan: ผลิตจากโปรตีนเชิงซ้อนส่วนที่ 1 และ 2 ทำให้มีโอกาสดื้อโบน้อยมาก

สามารถฉีดเข้ากล้ามเนื้อได้แม่นยำ มีความบริสุทธิ์สูง แถมยังไม่มีส่วนผสมของไขมันสัตว์ จึงทำให้เหมาะกับการฉีดเฉพาะจุดบริเวณเล็ก ๆ

ราคา: 50 ยูนิต 11,999 บาท และ 100 ยูนิต 17,999 บาท

โบท็อกซ์ Xeomin: มีความบริสุทธิ์สูง เนื้อ Botox กระจายง่าย มีความยืดหยุ่นสูง 

ฉีดแล้วสามารถขยับใบหน้าได้อย่างเป็นธรรมชาติ สบายผิว ไม่หนักหน้า และทำให้โบเข้าที่เร็วกว่า

ราคา: 100 ยูนิต  15,999 บาท

ยิ่งไปกว่านั้นจะต้องฉีดโบท็อกซ์กับคลินิกที่ได้มาตรฐานและมีการดูแลรักษาความสะอาดสถานที่รวมถึงอุปกรณ์ที่ใช้เป็นอย่างดี หากคุณสนใจอยากฉีดโบท็อกซ์ก็สามารถปรึกษา EY Clinic ด้วยการติดต่อเราได้ที่ไลน์ @EYClinicTH

ฉีดโบท็อกซ์อันตรายไหม! อยากสวยแต่กลัวเสี่ยง ควรพิจารณาอะไรบ้างก่อนทำ?
Dr. Patnapa Vejanurug
ฉีดโบลดริ้วรอยที่จุดไหนได้บ้าง เห็นผลในกี่วัน และมีข้อดี-ข้อเสียอะไรบ้าง?
โบท็อกซ์ เมโส ฟิลเลอร์
ฉีดโบลดริ้วรอยที่จุดไหนได้บ้าง เห็นผลในกี่วัน และมีข้อดี-ข้อเสียอะไรบ้าง?
ศึกษาก่อนว่าการฉีดโบท็อกซ์สามารถฉีดที่จุดไหนได้บ้าง เมื่อฉีดแล้วกี่วันถึงจะเห็นผล รวมทั้งมีข้อดี-ข้อเสียอะไรบ้าง และต่อจากนี้เราจะพาคุณไปทำความเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดที่เกริ่นมาเกี่ยวกับการฉีดโบท็อกซ์เพื่อลดริ้วรอยให้คุณ

ฉีดโบลดริ้วรอยที่จุดไหนได้บ้าง เห็นผลในกี่วัน และมีข้อดี-ข้อเสียอะไรบ้าง?

ปัจจุบันการฉีดโบลดริ้วรอยถือเป็นหนึ่งในวิธีคืนความอ่อนเยาว์ให้กับทั้งคุณผู้หญิงและผู้ชายที่ได้รับความนิยมเอามาก ๆ เพราะหลังฉีดโบท็อกซ์แล้วเห็นผลได้เร็วมากแถมยังไม่ต้องพักฟื้นอีกต่างหาก และที่สำคัญก็คือการฉีดโบลดริ้วรอยนั้นไม่ได้ราคาแพงอย่างที่หลายคนเข้าใจเลย

เพื่อให้คุณสามารถตัดสินใจฉีดโบลดริ้วรอยได้อย่างมั่นใจ ก่อนอื่นต้องทำการศึกษาก่อนว่าการฉีดโบท็อกซ์สามารถฉีดที่จุดไหนได้บ้าง เมื่อฉีดแล้วกี่วันถึงจะเห็นผล รวมทั้งมีข้อดี-ข้อเสียอะไรบ้าง และต่อจากนี้เราจะพาคุณไปทำความเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดที่เกริ่นมาเกี่ยวกับการฉีดโบท็อกซ์เพื่อลดริ้วรอยให้คุณเอง

โบท็อกซ์ลดริ้วรอย ได้อย่างไร?

โบท็อกซ์หรือชื่อเต็มว่า โบทูลินัม ท็อกซิน เอ (Botulinum toxin A) ที่ฉีดไปยังบริเวณที่ต้องการลดริ้วรอย โดยมีกลไกการออกฤทธิ์ต่อระบบประสาท ส่งผลให้กล้ามเนื้อเกิดการคลายตัว ซึ่งผลที่ได้ก็คือริ้วรอยที่เหี่ยวย่นจะถูกคลี่ออก จากเดิมที่คุณเคยยิ้มหรือขยับสีหน้าตามปกติแล้วจะมีการพับของผิว แต่หลังจากฉีดโบท็อกซ์ริ้วรอยแล้วรอยยับที่เคยมีอยู่จะค่อย ๆ จางและเลือนหายไปอย่างได้ผล

แต่สิ่งที่คุณควรรู้ไว้ก็คือการฉีดโบลดริ้วรอยนั้นสามารถช่วยแก้ไขริ้วรอยที่อยู่ตื้น ๆ ได้เท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นริ้วรอยที่เกิดขึ้นจากการแสดงอารมณ์หรือสีหน้า เช่น การยิ้ม การขมวดคิ้ว ริ้วรอยบริเวณรอยย่นจมูกหรือแม้แต่รอยตีนกา แต่ถ้าเป็นกรณีของริ้วรอยลึก ๆ ที่มาจากสาเหตุกระดูกเกิดการทรุดตัว แบบนี้จะไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการฉีดโบลดริ้วรอย แต่คุณควรเปลี่ยนไปใช้วิธีฉีดฟิลเลอร์เพื่อหนุนในชั้นผิวจะเห็นผลได้ดีกว่า

EY Clinic คัดสรรโบท็อกซ์แบรนด์ชั้นนำระดับโลก

ฉีดแล้วลดริ้วรอยได้อย่างเห็นผล ไม่ต้องพักฟื้นนาน

โบท็อกซ์ลดริ้วรอย สามารถฉีดที่จุดไหนได้บ้าง ?

  • ฉีดโบท็อกซ์ลดริ้วรอยรอบดวงตาและใต้ตา

เริ่มต้นด้วยการฉีดโบลดริ้วรอยบริเวณรอบดวงตาและใต้ตา ที่ได้ชื่อว่าเป็นส่วนที่เกิดริ้วรอยได้ง่ายที่สุด แซงหน้าริ้วรอยส่วนอื่นบนใบหน้าเข้าวินเป็นที่ 1 เรียกว่าถ้ามีริ้วรอยบริเวณนี้ก็จะทำให้คุณดูอ่อนล้าและไม่ค่อยสดใสเท่าไหร่นัก

แน่นอนว่าการฉีดโบท็อกซ์สามารถลดริ้วรอยรอบดวงตา ริ้วรอยหางตา รอยตีนกา ได้อย่างเห็นผล เพราะโบท็อกซ์จะเข้าไปคลายกล้ามเนื้อในบริเวณดังกล่าวชั่วคราวและส่งผลให้ริ้วรอยดูจางลงนั่นเอง แต่ก็ต้องระวังไว้ว่าถ้าฉีดโบลดริ้วรอยที่รอบดวงตามากเกินไป อาจทำให้ตาดูแข็งและไม่เป็นธรรมชาติ

  • ฉีดโบท็อกซ์ลดริ้วรอยหน้าผาก

หากคุณกำลังเจอปัญหายิ้มแล้วมีริ้วรอยเหี่ยวย่นขึ้นที่บนหน้าผากเวลายิ้มหรือแสดงสีหน้าและอารมณ์ การฉีดโบลดริ้วรอยก็สามารถที่จะช่วยคุณได้ในเรื่องนี้ เนื่องจากโบท็อกซ์ที่ฉีดเข้าไปในบริเวณหน้าผากจะช่วยคลายกล้ามเนื้อและลดริ้วรอยให้ดูจางลงอย่างเห็นได้ชัดนั่นเอง และทางที่ดีก็ควรฉีดให้ไวเพราะถ้าทิ้งไว้นานร่องริ้วรอยอาจลึกขึ้นเรื่อย ๆ กว่าตอนนี้ก็ได้

  • ฉีดโบท็อกซ์ลดริ้วรอยระหว่างคิ้ว

ริ้วรอยระหว่างคิ้วนั้นเป็นอะไรที่เกิดขึ้นได้ง่ายมาก ๆ ไม่แพ้ริ้วรอยบริเวณอื่น เพียงแค่คุณขมวดคิ้วอยู่บ่อย ๆ ก็จะทำให้เกิดรอยย่นระหว่างคิ้วที่ใครก็เห็นได้ชัดเจนเพราะเป็นจุดที่ดึงดูดสายตาคน ซึ่งทำให้ใบหน้าของคุณดูแก่กว่าวัยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

แต่ว่าคุณก็สามารถฉีดโบลดริ้วรอยระหว่างคิ้วได้ เพื่อช่วยยับยั้งการหดตัวของกล้ามเนื้อและทำให้ผิวหนังมีความเรียบเนียนมากขึ้น ทั้งนี้ การฉีดโบท็อกซ์เพื่อลดริ้วรอยระหว่างคิ้วจะต้องทำโดยคุณหมอผู้เชี่ยวชาญ เนื่องจากบริเวณนี้มีกล้ามเนื้อท่ีซับซ้อนจนทำให้การฉีดโบท็อกซ์มีความยากและต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ

แก้ปัญหาอย่างตรงจุด วิเคราะห์ปัญหา พร้อมวางแผนการรักษาอย่างถูกต้อง

และปลอดภัย โดยแพทย์จาก EY Clinic

ฉีดโบลดริ้วรอยไปแล้วกี่วันถึงจะเห็นผล ?

จริงๆ แล้วการฉีดโบลดริ้วรอยจะเห็นผลเร็วหรือช้าล้วนขึ้นอยู่กับริเวณที่ฉีดโบท็อกซ์ เนื่องจากแต่ละจุดจะมีการออกฤทธิ์ที่แตกต่างกันอยู่เล็กน้อย ซึ่งจะขึ้นอยู่กับยี่ห้อของโบท็อกซ์ที่เลือกใช้ร่วมด้วย ยิ่งไปกว่านั้น การเตรียมตัวก่อนฉีดและการดูแลตัวเองหลังฉีดโบท็อกซ์ก็จัดว่าเป็นอีกปัจจัยที่ส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของโบลดริ้วรอยอีกด้วย และต่อจากนี้คือระยะเวลาหลังฉีดโบท็อกซ์ในบริเวณต่างๆ แล้วจะเห็นผล

  • บริเวณกล้ามเนื้อที่มีการขยับ

หลังจากที่คุณรับการฉีดโบลดริ้วรอยที่บริเวณกล้ามเนื้อมัดที่มีการขยับแล้ว จะเริ่มเห็นผลในช่วง 3-7 วัน และออกฤทธิ์ลดริ้วรอยได้เต็มประสิทธิภาพภายใน 14 วัน ซึ่งจะมีข้างเคียงทำให้กล้ามเนื้อในจุดที่ฉีดขยับน้อยลงหรือขยับไม่ได้เลย แน่นอนว่าคุณสามารถแจ้งคุณหมอก่อนได้ว่าต้องการความตึงระดับไหน

  • บริเวณริ้วรอยเล็ก ๆ บนผิวหน้า

หากคุณฉีดโบท็อกซ์ในบริเวณที่มีริ้วรอยเล็กๆ ก็จะใช้เวลานานกว่าบริเวณกล้ามเนื้อที่มีการขยับ โดยอยู่ราว 4-6 สัปดาห์ ก็จะเห็นผลช่วยลดริ้วรอยได้แบบเต็มที่ เนื่องจากต้องรอให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนขึ้นมาเพื่อเติมเต็มในร่องริ้วรอยที่เคยโดนพับตอนที่กล้ามเนื้อทำงานเยอะ ๆ และถ้าผู้ที่ฉีดโบลดริ้วรอยมีอายุมากก็จะเห็นผลได้ช้ากว่าคนที่มีอายุน้อย

ข้อห้ามหลังฉีดโบลดริ้วรอยที่คุณไม่ควรทำเด็ดขาด

1. ห้ามนอนราบเป็นเวลา 3 ชั่วโมงหลังจากฉีดโบท็อกซ์

สิ่งแรกที่คุณควรทำตามอย่างเคร่งครัดก็คือ 3 ชั่วโมงหลังจากฉีดโบท็อกซ์แล้วห้ามนอนราบเด็ดขาด เพราะส่งผลให้โบท็อกซ์ที่ทำการฉีดไปแล้วมีโอกาสไหลไปยังบริเวณอื่นๆ ที่ไม่ต้องการให้โบท็อกซ์ออกฤทธิ์ได้

2. ห้ามอยู่ในที่ที่มีอากาศร้อนหรือทำกิจกรรมใด ๆ ที่ทำให้มีความร้อนบริเวณใบหน้า

อย่างต่อมาก็คือคุณห้ามไปอยู่ในที่ที่มีความร้อนสูง เช่น เล่นโยคะร้อน ไปเข้าซาวน่า ยืนทำอาหารหน้าตาที่มีไฟแรง รวมถึงการทำเลเซอร์ต่าง ๆ เหล่านี้ทั้งหมดงดไปเลยเป็นเวลา 2 สัปดาห์หลังฉีด

3. รายชื่ออาหารที่คุณห้ามกินหลังฉีดโบลดริ้วรอย

  • ห้ามกินแอลกอฮอล์ทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นเหล้า เบียร์ ไวน์ โซจู หรือเหล้าหมักต่าง ๆ และงดสูบบุหรี่ด้วย
  • ห้ามกินปิ้งย่าง ชาบู หมูกระทะ ที่ต้องไปนั่งหน้าเตาร้อน ๆ

ข้อดี-ข้อเสีย ของการฉีดโบลดริ้วรอยมีอะไรบ้าง ?

ข้อดีของการฉีดโบท็อกซ์เพื่อลดริ้วรอย

  • เห็นผลการช่วยลดริ้วรอยที่ช่วยให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์ได้รวดเร็วภายใน 7-14 วันเท่านั้น
  • ช่วยให้ผู้ที่ฉีดเกิดความมั่นใจและมีใบหน้าที่ดูดีมากยิ่งขึ้น
  • เป็นการป้องกันไม่ให้เกิดริ้วรอยใหม่ที่อาจมีขึ้นมาอีกในอนาคตได้
  • ฉีดโบลดริ้วรอยแล้วสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ ไม่เจ็บ ไม่มีแผล และไม่ต้องพักฟื้น
  • การฉีดโบท็อกซ์ของแท้ที่ผ่านการรับรองจากอย. จะไม่ทิ้งสารตกค้างใด ๆ ในร่างกาย

ข้อเสียของการฉีดโบท็อกซ์เพื่อลดริ้วรอย

  • หากอยากให้การลดริ้วรอยคงประสิทธิภาพเดิมเอาไว้ได้นาน ๆ จะต้องฉีดโบท็อกซ์เป็นประจำ เพราะผลลัพธ์อยู่ชั่วคราวตั้งแต่ 4 เดือนจนถึง 8เดือน ขึ้นอยู่กับความลึกของริ้วรอยและโบท็อกซ์ที่ใช้
  • มีโอกาสเกิดผลข้างเคียงลามไปยังบริเวณที่ไม่ต้องการ หากคนที่ฉีดไม่ใช่คุณหมอที่มีประสบการณ์ อาจเกิดการฉีดผิดจุด จนทำให้หน้าแข็งยิ้มได้ยาก รวมถึงมีคิ้วตก คิ้วกระดก หรือหนังตาตกได้
  • อาจเจอโบท็อกซ์ปลอมที่ตัวสารไม่ได้บริสุทธิ์จนก่อให้เกิดอาการแพ้ตามมา รวมถึงผลลัพธ์ที่ได้อาจไม่ช่วยให้ริ้วรอยหายไป แถมยังเสี่ยงต่อการดื้อยา ที่หากฉีดโบท็อกซ์เพื่อแก้ไขด้วยโบท็อกซ์ของแท้ก็จะไม่ได้ผลในเรื่องการลดริ้วรอยอย่างน่าเสียดาย

อาการดื้อโบท็อกซ์คืออะไร และป้องกันอย่างไรไม่ให้ดื้อยา ?

อาการดื้อโบท็อกซ์เป็นอะไรที่ใครก็ไม่อยากให้เกิดขึ้นกับตัวเอง เพราะนี่คืออาการที่ร่างกายได้สร้างภูมิต้านทานโบท็อกซ์ขึ้นมา ด้วยการส่งเม็ดเลือดขาวมาทำลาย ส่งผลให้ร่างกายไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยโบท็อกซ์เหมือนเดิม เนื่องจากโบท็อกซ์จะไม่สามารถออกฤทธิ์ลดการทำงานของกล้ามเนื้อได้ ส่งผลให้ผู้ที่รักษาริ้วรอยด้วยโบท็อกซ์จะไม่สามารถฉีดโบเพื่อลดริ้วรอยได้อีก

อาการดื้อโบท็อกซ์สามารถแก้ไขได้หรือไม่ ?

ขอบอกตามตรงว่าหากใครที่มีอาการดื้อโบท็อกซ์แล้วจะสามารถแก้หรือจัดการกับภูมิต้านทานที่ถูกสร้างขึ้นมาได้ยากหรือแม้แต่การเปลี่ยนไปใช้ยี่ห้อโบท็อกซ์ที่ไม่เคยฉีดมาก่อนก็ไม่สามารถจัดการกับปัญหานี้ได้เช่นกัน และวิธีที่ดีที่สุดก็คือคุณควรหาวิธีป้องกันไม่ให้เกิดอาการดื้อโบท็อกซ์ตั้งแต่เนิ่น ๆ นั่นเอง

3 วิธีป้องกันไม่ให้เกิดอาการดื้อโบท็อกซ์

  1. ปรึกษาคุณหมอที่เข้าใจเรื่องการฉีดโบท็อกซ์ เพื่อเลี่ยงปัญหาฉีดโบลดริ้วรอยในปริมาณมากเกินไป เนื่องจากโบท็อกซ์แต่ละยี่ห้อมีประสิทธิภาพในการลดริ้วรอยที่แตกต่างกัน ซึ่งต้องใช้ปริมาณให้เหมาะสมกับจุดที่ฉีดในทุกครั้ง
  2. หลีกเลี่ยงการฉีดโบท็อกซ์บ่อยเกินไป แนะนำให้เว้นระยะห่างสัก 3 เดือน พร้อมกับเลือกยี่ห้อโบท็อกซ์ที่สามารถออกฤทธิ์ได้ยาวนานกว่า
  3. ไม่แนะนำให้เปลี่ยนยี่ห้อโบท็อกซ์ที่ใช้ฉีดบ่อย รวมถึงหลีกเลี่ยงการใช้โบท็อกซ์ที่ไม่ได้มาตรฐาน เพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายสร้างภูมิต้านทานจนเกิดอาการดื้อโบท็อกซ์ 

เราใส่ใจทุกรายละเอียด พร้อมมอบคำแนะนำก่อนและหลังฉีดโบ

ที่จะทำให้ Botox อยู่กับคุณได้นานที่สุด

ฉีดโบลดริ้วรอยที่ EY Clinic กระชับผิวได้รวดเร็วและปราศจากผลข้างเคียง โดยแพทย์ที่มีประสบการณ์รวมกว่า 30 ปี

มาถึงตรงนี้คุณคงเข้าใจแล้วว่าฉีดโบลดริ้วรอยนั้นช่วยให้คุณมีใบหน้าที่ดูอ่อนเยาว์แลดูกระชับขึ้นได้อย่างไร รวมถึงรายละเอียดต่าง ๆ ที่ทำให้คุณสามารถตัดสินใจฉีดโบท็อกซ์ลดริ้วรอยได้อย่างมั่น ยิ่งหากคุณได้ฉีดโบลดริ้วรอยกับแพทย์เฉพาะทางด้านผิวหนังและเวลล์เนสที่มีประสบการณ์รวมกว่า 30 ปีจากสถาบันชั้นนำของประเทศของ EY Clinic ที่ใช้โบท็อกซ์แท้คุณภาพสูงที่ผ่านการรับรองจาก อย. ก็ยิ่งทำให้คุณมั่นใจในผลลัพธ์และได้รับความคุ้มค่าอย่างแน่นอน นัดหมายฉีดโบท็อกซ์กับเราได้ที่ LINE Official: @EyclinicTH

ฉีดโบลดริ้วรอยที่จุดไหนได้บ้าง เห็นผลในกี่วัน และมีข้อดี-ข้อเสียอะไรบ้าง?
Dr. Patnapa Vejanurug
7 ข้อปฏิบัติควรรู้ หลังฉีดฟิลเลอร์ปาก และสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง เพื่อไม่ให้เกิดอันตรายหลังฉีด
โบท็อกซ์ เมโส ฟิลเลอร์
7 ข้อปฏิบัติควรรู้ หลังฉีดฟิลเลอร์ปาก และสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง เพื่อไม่ให้เกิดอันตรายหลังฉีด
บทความนี้จะมีทุกสิ่งที่คุณควรรู้หลังฉีดฟิลเลอร์ปาก หากทำตามที่เราแนะนำ มั่นใจได้เลยว่าปากของคุณจะกลับมาสวยได้รูป มีความชุ่มชื้น และเรียบเนียนแบบเป็นธรรมชาติ

7 ข้อปฏิบัติควรรู้ หลังฉีดฟิลเลอร์ปาก และสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง เพื่อไม่ให้เกิดอันตรายหลังฉีด

ใครที่เพิ่งฉีดฟิลเลอร์ปากเพื่อเพิ่มความมั่นใจจากการที่มีริมฝีปากบาง ปากเริ่มมีริ้วรอย หรือยกปากปรับรูปหน้าใหม่ มาถึงตอนนี้คุณอยากรู้แล้วว่าหลังฉีดฟิลเลอร์มาแล้วต้องปฏิบัติตัวอย่างไร รวมถึงมีอะไรบ้างที่ควรหลีกเลี่ยงเพื่อช่วยให้ผลลัพธ์การฉีดฟิลเลอร์ปากออกมาดีและเห็นผลไวมากที่สุด ในบทความนี้จะมีทุกสิ่งที่คุณควรรู้หลังฉีดฟิลเลอร์ปาก หากทำตามที่เราแนะนำ มั่นใจได้เลยว่าปากของคุณจะกลับมาสวยได้รูป มีความชุ่มชื้น และเรียบเนียนแบบเป็นธรรมชาติได้แน่ ๆ

หลังฉีดฟิลเลอร์ปากแล้วควรดูแลตัวเองอย่างไร?

เพื่อให้ผลลัพธ์จากการฉีดฟิลเลอร์ปากออกมาดีที่สุด รวมถึงป้องกันไม่ให้คุณได้รับผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ ต่อจากนี้ไปเราจะมาแนะนำวิธีดูแลตัวเองหลังฉีดฟิลเลอร์ปากเพื่อให้คุณได้ปฏิบัติตามอย่างถูกต้อง

1. ห้ามดื่มน้ำด้วยการใช้หลอดดูดหรือสูบบุหรี่

เพื่อให้ริมฝีปากที่เพิ่งฉีดฟิลเลอร์ออกมาได้รูปทรงที่สวยงามและเข้าที่ตามที่คุณหมอได้วางแผนไว้ ให้คุณงดการดื่มน้ำโดยการใช้หลอดดูด หรือสูบบุหรี่ ไปจนถึงการแสดงความรักกับคู่ของคุณด้วยการจูบอย่างเด็ดขาด แนะนำว่าให้งดพฤติกรรมเหล่านี้ประมาณ 12 ชั่วโมง ไม่อย่างนั้นปากที่ทำมาอาจเสียรูปทรงได้

2. ห้ามสัมผัสบริเวณริมฝีปาก รวมถึงการนวดหรือคลึงก็ไม่ได้

เก็บมือแสนซนของคุณไว้ให้ดี ๆ แล้วท่องไว้ว่าอย่าไปจับโดนริมฝีปากที่คุณหมอเพิ่งฉีดฟิลเลอร์ปั้นรูปปากมาให้ เพราะหลังจากฉีดฟิลเลอร์ปากแล้วจะยังมีรอยเข็ม รอยช้ำ รวมถึงฟิลเลอร์ที่เข้าฉีดเข้าสู่ปากอาจยังไม่เข้าที่ดี เกิดไปสัมผัสโดนก็มีสิทธิ์ทำให้ริมฝีปากผิดรูปเสียทรงได้

ใครที่ใจร้อนก็ขอให้อดทนรอประมาณ 2 สัปดาห์ หลังจากนั้นอาการบวมที่บริเวณปากจะค่อย ๆ ยุบและเห็นทรงริมฝีปากที่สวยขึ้นเรื่อย ๆ แต่หากคุณเริ่มรู้สึกระคายเคือง บวม ปวด ไม่หายเป็นปกติภายใน 3 วัน ควรรีบไปหาแพทย์เพื่อดูอาการและให้ยามาเพิ่ม

3. ห้ามลอกหรือดึงหนังที่ริมฝีปาก

สาว ๆ คนไหนเห็นสะเก็ดแผลหรืออะไรหลุดลอกไม่ดี ขอให้ห้ามใจตัวเองไว้ดี ๆ เพราะหลังจากฉีดฟิลเลอร์ปากแล้วให้งดการแกะ ลอก หรือดึงหนังริมฝีปากให้หลุดออกมาเด็ดขาด เนื่องจากเป็นการทำให้ริมฝีปากมีแผลและทำให้ไม่สามารถกักเก็บความชุ่มชื้นเอาไว้ได้ และส่งผลให้ปากแตก แห้ง และเสียรูปทรงนั่นเอง

4. ห้ามดื่มอะไรร้อน ๆ และหลีกเลี่ยงการโดนแดด

48 ชั่วโมงหลังจากฉีดฟิลเลอร์ปาก จำไว้ให้ขึ้นใจว่าคุณควรงดการดื่มเครื่องดื่มร้อน ๆ ไม่ว่าจะเป็น ชา กาแฟ หรืออาหารต้มผัดแกงทอดที่เพิ่งทำเสร็จใหม่ ๆ เนื่องจากริมฝีปากของคุณมีความไวต่อความร้อนมากเป็นพิเศษ ซึ่งความร้อนนั้นเป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดอาการระคายเคืองบริเวณริมฝีปาก ทั้งบวม แดง และเป็นผื่น รวมถึงทำให้ปากสูญเสียความชุ่มชื้นจนเกิดอาการเจ็บและอักเสบตามมาได้

นอกจากนี้ยังต้องหลีกเลี่ยงการโดนแดดกลางแจ้งที่ส่งผ่านความร้อนมาสู่ริมฝีปากของคุณโดยตรง รวมถึงการอบซาวน่า การทำกับข้าว และกิจกรรมใด ๆ ก็ตามที่อยู่ในพื้นที่ร้อน ๆ เพราะทั้งหมดที่กล่าวมาจะทำให้ผิวหนังที่ริมฝีปากเกิดการยืดหรือหดตัว และส่งผลต่อการเซตตัวของฟิลเลอร์ที่เพิ่งฉีดเข้าไปนั่นเอง

5. ห้ามดื่มแอลกอฮอล์

14 วันหลังจากฉีดฟิลเลอร์ปาก ให้คุณเตือนสติตัวเองเสมอว่า ห้ามดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ไม่ว่าจะเป็นสุรา เบียร์ ไวน์ วอดก้า วิสกี้ โซจู หรือแม้แต่สาเกโดยเด็ดขาด เพราะแอลกอฮอล์ที่คุณดื่มเข้าไปจะขยายหลอดเลือดให้มีการสูบฉีดเลือดมากขึ้น นั่นหมายความว่าอาการบวมที่ริมฝีปากก็จะหายช้าลงกว่าปกติ นี่ยังไม่นับโอกาสที่คุณอาจเมาจนเผลอไปทำอะไรที่เสี่ยงต่อการที่ริมฝีปากจะผิดรูปเสียทรงอีกต่างหาก

6. ห้ามกินอาหารหรืออาหารเสริมบางชนิด

สำหรับคนที่กินอาหารเสริมที่มีส่วนประกอบของ วิตามินอี, ขิง, กระเทียม, น้ำมันอีฟนิงพริมโรส หรือแปะก๊วย รวมถึงยาแอสไพริน ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAID เหล่านี้ทั้งหมดขอให้คุณงดโดยเด็ดขาดทั้งก่อนและหลังจากที่เพิ่งฉีดฟิลเลอร์มา เพราะอาหารและยาเหล่านี้มีฤทธิ์ต้านการแข็งตัวของเลือด และส่งผลให้ริมฝีปากที่ฉีดฟิลเลอร์มามีโอกาสช้ำได้ง่ายกว่าปกติ

7. ห้ามกำจัดขนหรือแว็กซ์บริเวณรอบริมฝีปาก

ข้อนี้เป็นอะไรที่ใกล้เคียงกับการงดสัมผัสฝีปากมาก ๆ เพราะหากคุณแว็กซ์หรือถอนขนที่ใกล้ ๆ กับริมฝีปากที่ฉีดฟิลเลอร์มาก ก็มีสิทธิ์ไปโดนจนทำให้ปากมีการบาดเจ็บหรืออักเสบขึ้นมาได้ง่าย ๆ ดังนั้นให้งดกำจัดขนด้วยวิธีต่าง ๆ ในบริเวณรอบริมฝีปากไม่ก่อนสักระยะจะดีที่สุด

ข้อควรระวังหลังฉีดฟิลเลอร์ปาก

  • หลีกเลี่ยงการกินอาหารหมักดองหรืออาหารดิบ

ด้วยความที่อาหารดิบไม่ได้ผ่านการปรุงให้สุก นั่นจึงทำให้มีความเสี่ยงที่จะมีพยาธิเจือปนอยู่ในอาหารดังกล่าว และพยาธิบางตัวก็อาจเข้าไปทำให้เกิดอาการอักเสบหลังฉีดฟิลเลอร์ปากได้ ส่วนอาหารที่ผ่านการหมักดองมานั้นมีแนวโน้มสูงที่จะไม่ได้ผลิตขึ้นด้วยกรรมวิธีที่มีความสะอาด ซึ่งอาจนำพาเชื้อโรคต่าง ๆ เข้าสู่ร่างกายของคุณจนไปกระตุ้นให้จุดที่ฉีดฟิลเลอร์เกิดการอักเสบได้เช่นกัน

  • หลีกเลี่ยงการกินอาหารที่มีรสจัด

สาว ๆ คนไหนชื่นชอบการกินส้มตำ ยำ หรืออะไรก็ตามที่มีรสเค็มจัดและเผ็ดจัด หลังจากฉีดฟิลเลอร์ปากแล้วประมาณ 3-7 วัน ขอให้หลีกเลี่ยงไปก่อน เพราะอาหารเหล่านี้มีโซเดียมสูงจนทำให้ร่างกายรู้สึกกระหายน้ำและมีการเก็บสะสมน้ำเพิ่มขึ้น จนทำให้ใบหน้ารวมถึงลำตัวดูบวมขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ยิ่งบริเวณที่เพิ่งฉีดฟิลเลอร์ปากมาก็จะบวมหนักไม่แพ้กัน 

ยิ่งไปกว่านั้น อาหารที่มีรสหวานจัดก็ยังเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่คุณไม่ควรกินหลังฉีดฟิลเลอร์ปากอีกด้วย เพราะน้ำตาลจะเข้าไปกระตุ้นให้ผิวเกิดอาการอักเสบจนแผลหายได้ช้าลง

  • หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

48 ชั่วโมงหลังฉีดฟิลเลอร์ปากมาแล้วห้ามคุณดื่มแอลกอฮอล์ ไม่ว่าจะเป็นสุรา เบียร์ ไวน์ วิสกี้ โซจู วอดก้า หรือแม้แต่สาเก รวมถึงควรงดการดื่มให้ได้ 2 สัปดาห์จะดีที่สุด เพราะแอลกอฮอล์จะเข้าไปขยายหลอดเลือดและกระตุ้นให้มีการสูบฉีดเลือดเพิ่มขึ้น จนบริเวณที่ฉีดฟิลเลอร์ปากมีอาการเจ็บปวดหรือรู้สึกว่าบวมแดงขึ้น

นอกจากนี้ การดื่มของมึนเมามาก ๆ ก็อาจทำให้เกิดการขาดสติจนเผลอเอามือไปจับหรือมีอะไรมากระแทกบริเวณปากที่เพิ่งฉีดฟิลเลอร์ได้โดยไม่รู้ตัว จนทำให้ฟิลเลอร์ปากเกิดการผิดรูปและประสิทธิภาพลดลงจนอาจถึงขั้นต้องปรึกษาแพทย์เพื่อแก้ไข

  • หลีกเลี่ยงการทาลิปสติก

ใครที่อยากเติมปากให้ดูสวยฉ่ำฟังนี้ทางนี้ก่อน เพราะหลังฉีดฟิลเลอร์ปากมาแล้วคุณควรงดทาลิปสติกไปเลย 12 ชั่วโมง เพราะอาจส่งผลให้เกิดอาการอักเสบของบริเวณที่ฉีดฟิลเลอร์ได้ และหลังจากที่ผ่านชั่วเวลาดังกล่าวมาแล้วก็เริ่มทาลิปสติกได้ เพียงแต่ต้องค่อย ๆ ทาอย่ากดแรงเกินไป

รีวิวปากทรงสวยหลังฉีดฟิลเลอร์ปากกับ EY Clinic

สำหรับใครที่อยากได้ทรงปากสวย มีวอลลุ่ม ดูธรรมชาติและทำให้ริมฝีปากชุ่มชื้น แลดูสุขภาพดีหลังฉีดฟิลเลอร์ปาก EY Clinic ขอนำเสนอฟิลเลอร์ปาก 𝐤𝐲𝐬𝐬𝐞 𝐛𝐲 𝐫𝐞𝐬𝐭𝐲𝐥𝐚𝐧𝐞 ฟิลเลอร์เนื้อละเอียด แต่มีความคงตัว สร้างขอบริมฝีปากที่ชัดเจนให้ความชุ่มชื้น อวบอิ่ม ปรับสีปากให้ดูสุขภาพดี ออกแบบมาสำหรับใช้เติมเต็มริมฝีปากโดยเฉพาะ ซึ่งอยู่ได้นานถึง 8-12 เดือน และมีราคารวมถึงรีวิวดังนี้

  • Restylane Kysse 1cc ราคา 13,999 บาท
  • Restylane Kysse cc ที่ 2 ราคา 12,600 บาท
  • Restylane Kysse cc ที่ 3 ราคา 11,900 บาท
  • Restylane Kysse cc ที่ 4 ราคาเพียง 10,500 บาท

EY Clinic ฉีดฟิลเลอร์ปากให้สวยได้ทรงและอวบอิ่มเป็นธรรมชาติ

เพราะการฉีดฟิลเลอร์เป็นหนึ่งในหัตถการที่ต้องมีความละเอียดในการทำเป็นอย่างมาก เพื่อที่หลังฉีดฟิลเลอร์ปากแล้วจะได้ผลลัพธ์ที่ปากออกมามีทรงสวย แลดูนุ่มชุ่มชื้น และเป็นธรรมชาติเหมือนไม่ได้เติมแต่ง ยิ่งหากคุณได้ฉีดฟิลเลอร์ปากกับทีมแพทย์เฉพาะทางด้านผิวหนังและเวลล์เนสที่มีประสบการณ์รวมกว่า 30 ปีจากสถาบันชั้นนำของประเทศที่ EY Clinic ริมฝีปากของคุณก็จะออกมาสวยเหมือนกับสิ่งที่คาดหวังไว้ ปรึกษาเราได้ที่ไลน์ @EYClinicTH

7 ข้อปฏิบัติควรรู้ หลังฉีดฟิลเลอร์ปาก และสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง เพื่อไม่ให้เกิดอันตรายหลังฉีด
Dr. Patnapa Vejanurug
13 วิธีลดแก้ม ลดเหนียง แบบธรรมชาติ และแบบเร่งด่วน วิธีไหนได้ผล
โบท็อกซ์ เมโส ฟิลเลอร์
13 วิธีลดแก้ม ลดเหนียง แบบธรรมชาติ และแบบเร่งด่วน วิธีไหนได้ผล
แก้มอ้วน เหนียงออก ต้องอ่าน มีวิธีไหนบ้างช่วยลดแก้มให้หน้าเรียว เพิ่มความมันใจ

13 วิธีลดแก้ม ลดเหนียง แบบธรรมชาติ และแบบเร่งด่วน วิธีไหนได้ผล

ยุคนี้บิวตี้สแตนดาร์ดของสาว ๆ คือต้องมีหน้าเรียวรูปไข่ หรือทรงวีที่ดูจากมุมไหนก็สวยเด่น แต่ก็มีหลายคนที่เนื้อแก้มเยอะจนรู้สึกอยากจะลดในจุดนี้ หรือบางคนถึงขั้นมีเหนียงที่ทำให้เมื่อมองตัวเองจากหน้ากระจกก็รู้สึกไม่มั่นใจ โดยปัจจุบันมีวิธีลดแก้มลดเหนียงมากมาย ทั้งแบบธรรมชาติหรือใช้วิธีทางการแพทย์ที่เห็นผลลัพธ์ได้รวดเร็ว 

ในบทความนี้ EY Clinic จะพาผู้อ่านไปทำความเข้าใจว่าสาเหตุของการที่แก้มหรือเหนียงมีขนาดใหญ่คืออะไร มีวิธีการลดแบบไหนบ้าง รวมถึงขั้นตอนการลดแก้มและเหนียงด้วยวิธีทางการแพทย์

สาเหตุของไขมันที่แก้มหรือเหนียง

อยากให้ทุกคนได้เข้าใจกันก่อนว่าสาเหตุที่คุณมีไขมันสะสมที่แก้มหรือเหนียงนั้นมาจากอะไร โดยปัจจัยหลัก ๆ ที่ทำให้ใบหน้าดูกลมจากการที่มีไขมันสะสมนั้น มาจากได้หลายสาเหตุด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกรรมพันธุ์ หรือพฤติกรรมส่วนตัวเช่น ชอบกินอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตสูง ของหวาน ของมัน ของทอด เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมถึงดื่มน้ำไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย และการที่มีอายุมากขึ้นก็ยังทำให้แก้มดูหย่อนคล้อยลงด้วย

วิธีลดแก้มไม่ให้ดูป่องหรือบวมน้ำที่ทำได้ด้วยตัวเอง

เรามาเริ่มต้นกันด้วยวิธีลดแก้มที่ไม่ว่าใครก็สามารถลดเองได้แบบธรรมชาติ ซึ่งทำที่ไหนก็ได้และยังไม่ต้องเสียเงินเพื่อลดแก้มหรือเหนียงอีกต่างหาก จะมีอะไรบ้างนั้นเรามาดูและลองทำไปพร้อมกัน

  • เลือกกินอาหารอย่างถูกต้อง

วิธีลดแก้มที่ช่วยให้เห็นผลลัพธ์ในระยะยาวก็คือคุณต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอาหาร ลดอาหารที่มีแป้งและน้ำตาลสูง หลีกเลี่ยงอาหารมันหรือทอด อาหารรสจัด รวมถึงของกินเค็มจัดที่มีโซเดียมสูง เพราะยิ่งกินอาหารประเภทเข้าไปมากเท่าไรก็ยิ่งเกิดอาการบวมน้ำตามมา จนหน้าและแก้มดูป่องขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นั่นก็เพราะร่างกายจำเป็นต้องสะสมน้ำไว้ใต้ผิดเพื่อใช้ขับโซเดียมส่วนเกินออกจากร่างกายนั่นเอง

  • ปรับเปลี่ยนวิธีการนอน

แค่ปรับวิธีการนอนให้ถูกต้องนั่นก็ถือว่าเป็นการเริ่มต้นวิธีลดแก้มขั้นพื้นฐานแล้ว แม้ว่าการนอนที่ถูกต้องจะไม่ได้ส่งผลต่อการลดแก้มโดยตรง แต่ก็สามารถช่วยให้คนที่มีแก้มเยอะเป็นทุนเดิมไม่มีใบหน้าที่บวมใหญ่ขึ้นได้ เพราะการนอนหมอนที่อยู่ต่ำจนเกินไปทำให้เลือดไหลเวียนได้ไม่สะดวกจนหน้าเกิดการบวมขึ้น แต่ถ้านอนหนุนหมอนที่มีความสูงพอดีพร้อม ๆ กับปรับท่านอนให้ถูกต้อง ไม่นอนคว่ำหน้า เนื่องจากเวลานอนหลับความชื้นที่อยู่ที่หมอนจะขึ้นมาอยู่บริเวณใบหน้าของคุณ และนั่นคืออีกหนึ่งสาเหตุที่หน้าบวมหลังตื่นนอน

  • ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอในแต่ละวัน

แค่คุณได้ดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายในทุกวัน ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ช่วยให้ใบหน้าดูเล็กลงได้แล้ว เพราะหากคุณดื่มน้ำน้อยเกินไป ร่างกายก็จะปรับตัวด้วยการดึงเอาน้ำที่อยู่ในส่วนอื่น ๆ ของร่างกายมาสำรองไว้ที่บริเวณรอบดวงตาและแก้มจนทำให้ดูใหญ่ขึ้นนั่นเอง จึงแนะนำว่าคุณควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 1.5-2 ลิตร หรือคิดเป็น 8-10 แก้วต่อวัน เพื่อช่วยให้ร่างกายมีน้ำเพียงพอสำหรับไว้ใช้ อาการบวมน้ำก็จะลดลงและไม่ทำให้ใบหน้าหรือแก้มบวม

  • งดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

หนุ่มสาวสายปาร์ตี้เจอวิธีลดแก้มข้อนี้ไปอาจจะตกใจ เพราะว่าคุณต้องงดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ไม่ว่าจะเป็น สุรา เบียร์ ไวน์ หรือแม้แต่โซจู เนื่องจากแอลกอฮอล์ทำให้เลือดมีความเข้มข้นสูงขึ้น ซึ่งจะไปกระตุ้นให้ร่างกายดึงน้ำจากส่วนต่าง ๆ ในร่างกายมาเจือจางแอลกอฮอล์ที่อยู่ในเลือดเพื่อปรับสมดุลและป้องกันไม่ให้ร่างกายอยู่ในภาวะขาดน้ำ โดยการเก็บสำรองน้ำไว้ที่บริเวณใบหน้ารวมถึงแก้ม ผลที่ตามมาก็คือหน้าจะบวมแถมแก้มดูป่องขึ้น

  • เป่าลูกโป่ง

หลายคนอาจสงสัยว่าแค่การเป่าลูกโป่งง่าย ๆ คือวิธีลดแก้มได้จริงหรือ? คำตอบก็คือจริง เพราะเวลาที่คุณเป่าลูกโป่งจะเป็นการช่วยบริหารกล้ามเนื้อบริเวณแก้มให้มีความตึงและกระชับมากยิ่งขึ้น โดยคุณจะรู้สึกได้ว่าระหว่างที่กำลังเป่าลมเข้าไปในลูกโป่งจะสัมผัสได้ว่ากล้ามเนื้อบริเวณแก้มมีการยืดตัวออก ซึ่งถือเป็นหนึ่งในวิธีการออกกำลังกล้ามเนื้อใบหน้า หากทำเป็นประจำ 10 ครั้งต่อวัน ก็จะช่วยลดแก้มได้อย่างเห็นผล 

8 วิธีลดแก้มด้วยวิธีทางการแพทย์

ใครที่ลองวิธีลดแก้มลดเหนียงแบบธรรมชาติไปแล้วแต่ยังรู้สึกว่าผลลัพธ์เร็วไม่ทันใจ ก็คงถึงเวลาที่ต้องมาลองใช้การลดแก้มและกำจัดเหนียงออกไปด้วยวิธีทางการแพทย์กันบ้างแล้ว โดยเราจะแนะนำ 8 วิธีให้คุณได้ศึกษาก่อนที่ตัดสินใจให้ไปหาคุณหมอจริง ๆ พร้อมแล้วเรามาดูด้วยกันเลย

1. ฉีดเมโสแฟตสลายไขมัน

เรามาเริ่มต้นกันด้วยวิธีที่ถือว่าได้รับความนิยมจากสาว ๆ ที่มีปัญหาแก้มเยอะจากไขมันสะสมบริเวณใบหน้า อย่างการฉีดเมโสแฟตที่ทำแล้วช่วยสลายไขมันทั้งบริเวณแก้มและเหนียงได้เห็นผลดีมาก ๆ เนื่องจากเป็นไขมันจุดที่การออกกำลังกายหรือเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอาหารแล้วก็ยังลดได้ยากนั่นเอง

โดยในเมโสแฟตหลาย ๆ สูตรมีส่วนประกอบของสารที่ออกฤทธิ์ช่วยลดแก้มลดเหนียงดังนี้

  • Mesostabyl 

ช่วยกระตุ้นการทำงานของเอนไซม์ lipase เพื่อลดการสร้างไตรกลีเซอไรด์และช่วยยับยั้งการสร้างคอเลสเตอรอล

  • L-carnitine

ช่วยดึงเอาไขมันที่สะสมในร่างกายออกมาเป็นพลังงานได้มากขึ้น ส่งผลให้เผาผลาญไขมัน หรือ fat burn ได้อย่างต่อเนื่องอีกด้วย

  • Tyrosine

เพิ่มการเผาผลาญไขมันในร่างกายจนไขมันเกิดการแตกตัวเล็กลงและถูกขับออกมา

  • Juglans regia

กระตุ้นการไหลเวียนของเลือด การทำงานของระบบเผาผลาญ และลดอาการบวมน้ำ

  • Nicotiana tabacum

กระตุ้นการเกิดลิโพไลซิส ทำให้ผนังเซลล์ไขมันแตกสลาย และถูกขับออกผ่านระบบน้ำเหลือง

หลังจากที่ฉีดสลายไขมันแก้มด้วยเมโสแฟตไปแล้ว คุณก็จะมีอาการแก้มหรือเหนียงบวมเล็กน้อยจากยาที่ฉีดเข้าไป แต่ก็ไม่ต้องตกใจเพราะมันจะค่อย ๆ ยุบลงได้เองภายใน 3-4 ชั่วโมง พร้อมกับเริ่มเห็นผลได้ชัดเจนตั้งแต่สัปดาห์ที่ 1-3 ซึ่งจะช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับไขมันสะสมของแต่ละคน

2. ฉีดโบท็อกซ์ลดขนาดกราม

จริง ๆ แล้วการฉีดโบท็อกซ์ไม่ได้ช่วยสลายไขมันที่แก้มหรือเหนียงแต่อย่างใด แต่มันคือสารที่เข้าไปช่วยลดขนาดกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะคนที่มีใบหน้าใหญ่จากขนาดกราม กรณีแบบนี้ก็ทำการฉีดโบท็อกซ์เพื่อทำให้แก้มและใบหน้าดูมีขนาดเล็กลงได้ ยิ่งถ้าได้ทำพร้อมกับฉีดเมโสแฟตด้วยแล้วก็จะยิ่งเห็นผลว่าใบหน้าเรียวเล็กลงอย่างเห็นได้ชัด

3. จัดฟันให้รูปหน้าเข้าที่

ใครที่เข้าใจผิดคิดไปว่าการจัดฟันช่วยให้แก้มมีขนาดเล็กลงในระยะยาวอันนี้ไม่ถูกต้อง แต่เป็นเพียงการทำให้ใบหน้าดูเล็กลงจากการที่เคี้ยวอาหารไม่สะดวก กินอาหารได้น้อย ส่งผลให้ไขมันบริเวณใบหน้ามีปริมาณลดลง ควบคู่กับกล้ามเนื้อกรามและกล้ามเนื้อแมสซีเตอร์ที่ใช้สำหรับการเคี้ยวบดอาหาร ไม่ค่อยได้ใช้เคี้ยวจนทำให้แก้มดูมีขนาดที่เล็กลงนั่นเอง

นอกจากนี้ หากสามารถจัดฟันได้ถูกวิธีแล้ว เนื้อริมฝีปากก็จะยุบเข้าไปตามตำแหน่งฟันที่ถอยเข้าไปอยู่ในจุดที่ถูกต้อง เพียงเท่านี้ส่วนอื่นของใบหน้า เช่น โหนกแก้มจะดูเด่นขึ้นมาอย่างชัดเจน หน้าตอบลง หากรู้สึกว่าตัวเองดูโทรมหรือป่วยมากเกินไป ก็ทำการฉีดฟิลเลอร์เติมเข้าไปเพื่อให้ใบหน้าดูอิ่มเอิบได้

4. ดูดไขมันลดแก้มลดเหนียง

มาถึงการดูดไขมันเฉพาะจุดที่นับว่าเป็นวิธีลดแก้ม ใบหน้า เหนียง และกรอบหน้าได้ดีมากอีกหนึ่งทางเลือก เนื่องจากช่วยปรับรูปหน้าให้ดูเรียวแถมมีกรอบหน้าที่ชัดเจนขึ้นกว่าเดิม แต่ก็ต้องแลกกับผลข้างเคียงที่ทำให้บริเวณที่ดูดไขมันมีอาการเจ็บ บวม และฟกช้ำในจุดที่ทำหัตถการ ขณะเดียวกันก็อาจทำให้ผิวมีลักษณะเป็นคลื่นไม่เรียบเนียนและมีรอยแผลเป็นได้ และที่สำคัญคือยังต้องใช้เวลาพักกว่าจะเห็นผลเต็มที่อีกด้วย

5. ผ่าตัดลดแก้ม

สำหรับใครที่มีปัญหากระพุ้งแก้มมาก ๆ จนทำให้ใบหน้าดูกลม การผ่าตัดลดแก้มหรือผ่าเอาไขมันที่กระพุ้งแก้มออกก็เป็นอีกวิธีที่ช่วยลดแก้มได้ดีไม่แพ้วิธีอื่น ไม่ว่าคุณจะมีแก้มป่อง แก้มเยอะ รวมถึงเป็นคนที่ไม่กังวลเรื่องการผ่าตัดและสามารถใช้เวลาไปกับการพักฟื้นได้พอสมควร ก็ควรพิจารณาวิธีผ่าตัดลดแก้มเข้าไปในลิสต์รายการด้วย เพราะหลังจากผ่าตัดไปแล้วไขมันบริเวณกระพุ้งแก้มจะแทบไม่กลับมา หรือถ้าจะกลับมาก็มีปริมาณน้อยมาก ๆ

ใช่ว่าจะมีแต่ข้อดีเท่านั้น แต่วิธีผ่าตัดลดแก้มก็ยังต้องใส่ใจในการเลือกแพทย์ผู้ทำการผ่าตัดเป็นพิเศษ โดยแนะนำให้เลือกทำกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์สูงเท่านั้น เพราะคุณหมอจะต้องวินิจฉัยพร้อมกับวางแผนการรักษาเฉพาะบุคคลโดยดูจากรูปหน้าเป็นสำคัญ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความผิดพลาด ที่อาจทำให้ใบหน้าดูไม่สมส่วน ใบหน้าตอบเกินไป จนไม่สามารถทำให้กลับมามีสัดส่วนที่สมดุลแบบธรรมชาติได้ วิธีเดียวก็คือต้องฉีดฟิลเลอร์เสริมลงไปในชั้นผิวหนังเพื่อปรับรูปหน้าให้ได้สัดส่วนที่พอดี

6. ผ่าตัดดึงหน้า

อีกหนึ่งวิธีลดแก้มที่พึ่งพาการผ่าตัดของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่ได้ผลใกล้เคียงกับการผ่าตัดลดแก้ม ก็คงเป็นวิธีผ่าตัดดึงหน้าหรือ facelift เพื่อช่วยยกกระชับเนื้อเยื่อบนใบหน้าให้ดูดียิ่งขึ้น ไล่มาตั้งแต่ผิวหน้า แก้ม สันกราม ไปจนถึงบริเวณลำคอ 

แน่นอนว่าการผ่าตัดดึงหน้าถือได้ว่าเป็นการทำหัตถการที่มีความซับซ้อนมากกว่าวิธีอื่น ๆ เนื่องจากต้องดูดไขมันเพื่อลดแก้ม เหนียง รวมถึงตัดผิวหน้าบางส่วนออกร่วมด้วย เพื่อทำให้ใบหน้าดูกระชับและเรียบเนียนยิ่งขึ้นแต่ก็ยังดูเป็นธรรมชาติอยู่ เหมาะกับคนที่มีเวลาพักฟื้นและไม่กลัวการผ่าตัด

7. การร้อยไหม

มาถึงวิธีลดแก้มที่ได้รับความนิยมจากคุณผู้หญิงมาก ๆ อีกแบบหนึ่ง อย่างการร้อยไหมที่ช่วยทั้งเรื่องการยกกระชับผิวหน้าควบคู่ไปกับการปรับให้ใบหน้าดูเรียวมากขึ้นแบบที่ไม่ต้องผ่าตัดให้เจ็บตัว แต่ก็อยากให้คุณเข้าใจตรงนี้ไปพร้อมกันว่าการร้อยไหมไม่ได้ช่วยลดแก้มโดยตรง แต่ว่าเป็นการช่วยแก้ปัญหาแก้มหย่อนคล้อยด้วยการยกกระชับผิว มากกว่าการลดไขมันบริเวณแก้มและเหนียงที่มีสะสมเป็นจำนวนมาก

8. ทำ Hifu

ในที่สุดก็มาถึงการทำ Hifu ที่ช่วยยกกระชับได้ทั้งใบหน้า เหนียง ลำคอ และเหมาะมาก ๆ สำหรับคนที่มีปัญหาแก้มเยอะ แก้มเริ่มหย่อนคล้อยตามอายุที่มากขึ้น และขาดความกระชับลดลงไปเรื่อย ๆ เมื่อทำ Hifu แล้วจะช่วยปรับรูปหน้าและยกแก้มขึ้นมาได้อย่างเห็นผลทันทีแถมไม่ทิ้งรอยแผลใดไว้เบื้องหลัง ซึ่งเจ้าเครื่อง Hifu นั้นจะมีหัวที่ใช้ยิงแตกต่างตามระดับความลึกของชั้นผิวหนัง ตั้งแต่ 1.5-4.5 มิลลิเมตร โดยหัวที่ใช้ยิงลดไขมันกับเซลลูไลต์จะเป็นหัวยิงระดับความลึก 3.0 มิลลิเมตร ที่ส่งพลังงานลงไปในระดับผิวหนังชั้นกลางเพื่อลดไขมันที่แก้มนั่นเอง

รีวิวการลดแก้มโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่ EY Clinic

หากคุณกำลังประสบปัญหาแก้มและเหนียงที่ใหญ่ขึ้นจากการสะสมของไขมันใต้ผิวหนัง ที่ EY Clinic เราก็มีวิธีลดแก้มที่ทำแล้วเห็นผลดีได้กับทั้งผู้หญิงและผู้ชาย โดยอาจเริ่มจากการทำ Hifu ที่แก้มกับเหนียง เพื่อแก้ปัญหากรอบหน้าไม่เท่ากันเนื่องจากแก้มหย่อนคล้อย รวมถึงปัญหาคางสองชั้นและเหนียงให้ดูกระชับขึ้น สำหรับราคาของการทำ Hifu เหนียงจะเริ่มต้นที่ 4,199 บาทจนถึง 10,079 บาท ที่เป็นราคาทำ 3 ครั้ง

ส่วนใครอยากลดไขมันสะสมบริเวณแก้มให้เห็นแบบเร็ว ๆ เราแนะนำเป็นการฉีดเมโสแฟต เช่นการฉีด lipox จำนวน 10-30cc ในราคาระหว่าง 2,799-6,999 บาท ที่จะช่วยสลายไขมันส่วนเกินที่สะสมอยู่บริเวณแก้มและเหนียงได้มีประสิทธิภาพ แถมยังไม่มีผลข้างเคียงที่ทำให้รู้สึกแสบหรือบวมอีกด้วย หากอยากเห็นผลไวก็ลองเป็น mesofat premium ปริมาณระหว่าง 10-30 cc ในราคา 5,599-14,299 บาท ซึ่งสลายไขมันได้เร็วมาก ควบคู่กับการยกกระชับผิวให้ดูเต่งตึงไปพร้อม ๆ กัน

ลดแก้มให้หน้าดูเรียวได้รูปและกระชับยิ่งขึ้นที่ EY Clinic

สาว ๆ หลายคนคงได้ไขข้อข้องใจถึงวิธีลดแก้มไปจนหมดแล้ว แต่อีกสิ่งที่ควรใส่ใจไม่แพ้กันนั้นก็คือการเลือกทำหัตถการเพื่อลดแก้มและเหนียงกับคลินิกที่ได้มาตรฐานและเชี่ยวชาญในด้านนี้จริง ๆ โดยแพทย์เฉพาะทางด้านผิวหนังและเวลล์เนสที่มีประสบการณ์รวมกว่า 30 ปีจากสถาบันชั้นนำของประเทศของ EY Clinic จะช่วยให้ใบหน้าของคุณกลับมาเรียวได้ทรงและมีแก้มกับเหนียงที่เล็กลงกว่าเดิม ติดต่อเราได้ที่ไลน์ @EYClinicTH

13 วิธีลดแก้ม ลดเหนียง แบบธรรมชาติ และแบบเร่งด่วน วิธีไหนได้ผล
Dr. Patnapa Vejanurug
เราอยากให้คุณดูดี และรู้สึกดีทุกวัน
เรามีทรีตเมนต์หลากหลายที่ออกแบบมาเพื่อส่งเสริมสุขภาพโดยรวมของคุณ ตั้งแต่การดูแลผิวไปจนถึงโภชนาการ เรามีทุกสิ่งที่คุณต้องการเพื่อให้คุณรู้สึกดีที่สุด